สอนใช้ มือถือ คอมพิวเตอร์ สอนสร้างเว็บ
Categories
วิธีดูแลรักษา

ถ้าอยาก ประหยัดพื้นที่ ICLOUD ให้มีพื้นที่มากขึ้นให้ทำแบบนี้

ประหยัดพื้นที่ ICLOUD

สำหรับใครที่ใช้สินค้าของ APPLE ก็คงจะรู้จักกันดีว่า APPLE จะมีบริการ ICLOUD ซึ่งเป็นบริการสำหรับจัดเก็บ หรือแชร์ไฟล์และโฟลเดอร์ต่าง ๆ เพื่อให้คุณสามารถจัดการและเข้าถึงข้อมูลของคุณได้ง่ายขึ้น แต่ถ้าใครที่อยาก ประหยัดพื้นที่ ICLOUD วันนี้เรามีเคล็ดลับดี ๆ ที่ให้คุณสามารถจัดการพื้นที่การจัดเก็บข้อมูลบน ICLOUD ใครที่ไม่อยากจ่ายเงินซื้อ ICLOUD เพิ่มก็สามารถลองทำตามวิธีที่เรานำมาฝากวันนี้ได้เลย

วิธีที่จะช่วยให้คุณ ประหยัดพื้นที่ ICLOUD มากยิ่งขึ้น

ประหยัดพื้นที่ ICLOUD

หากคุณอยาก ประหยัดพื้นที่ICLOUD แต่ยังไม่รู้ว่า มีวิธีไหนบ้างที่จะช่วย เพิ่มพื้นที่ ICLOUD ฟรี ของคุณได้บ้าง เพราะพื้นที่ ICLOUD ที่ APPLE ให้มาจะอยู่ที่ 5GB เท่านั้น ดังนั้นวันนี้เรามีวิธีเคลียร์พื้นที่ในการเก็บข้อมูลบน ICLOUD มาแนะนำทุกคนแล้ว โดยให้คุณไปที่ตั้งค่า > เลือก APPLE ID > กดเลือก ICLOUD > จัดการพื้นที่จัดเก็บข้อมูล > เลือกลบข้อมูลที่ต้องการได้เลย *แต่ในกรณีนี้จะทำให้ไฟล์บน ICLOUD ที่คุณลบหายไปอย่างถาวร และไม่สามารถกู้ข้อมูลคืนได้ ดังนั้นจึงเป็นวิธีที่ไม่แนะนำเท่าไหร่นัก

แต่เราอยากให้เพื่อน ๆ ลองสำรวจความต้องการของตัวเองก่อนว่า ไฟล์ประเภทไหนที่เราต้องการบันทึกไว้บน ICLOUD เช่นบางคนอาจจะเป็น รูปภาพ, วิดีโอ, โน้ต หรือ ไฟล์ ICLOUD DRIVE เป็นต้น เนื่องจากบางคนอาจจะยังไม่ทราบว่าไฟล์ต่าง ๆ เหล่านี้จะถูกสำรองข้อมูลบน ICLOUD ด้วยซึ่งวิธีปิดการสำรองข้อมูลบน ICLOUD มีวิธีต่าง ๆ ดังนี้

ประหยัดพื้นที่ ICLOUD

ลบไฟล์บน ICLOUD DRIVE

การเลือกลบไฟล์บน ICLOUD DRIVE นอกจากจะช่วยให้คุณสามารถลบเฉพาะไฟล์ที่ไม่ต้องการได้แล้ว ยังเป็นการเพิ่มพื้นที่ของ ICLOUD ของคุณได้ด้วย โดยให้คุณไปที่แอปไฟล์ > เลือกหา > ICLOUD DRIVE > กดจุด 3 จุด (มุมขวาบน) > เลือก > จากนั้นเลือกไฟล์ที่ต้องการลบ 

ประหยัดพื้นที่ ICLOUD

ปิดการสำรองรูปและวิดีโอบน ICLOUD

สำหรับใครที่เคยสงสัยว่า เก็บรูปใน ICLOUD ดีไหม เราต้องบอกเลยว่ามันเป็นอะไรที่ดีมาก ๆ เพราะนอกจากจะทำให้คุณประหยัดพื้นที่ของอุปกรณ์แล้ว ยังเป็นอีกหนึ่งการสำรองข้อมูลที่ป้องกันไม่ให้ไฟล์ภาพ และวิดีโอที่เป็นพื้นที่แห่งความทรงจำของคุณหายอีกด้วย แต่สำหรับใครที่อยากประหยัดพื้นที่ของ ICLOUD และไม่ต้องการสำรองรูปบน ICLOUD แล้วก็สามารถทำได้เช่นกัน โดยให้คุณไปที่ ตั้งค่า > แอปรูปภาพ > ปิดรูปภาพ ICLOUD

แต่สำหรับบางคนรูปภาพและวิดีโอบางส่วนอาจจะถูกบันทึกไว้เฉพาะบน ICLOUD ดังนั้นถ้าหากไม่อยากให้รูปภาพหาย ให้คุณกดเลือก “ดาวน์โหลดรูปภาพและวิดีโอ” ซึ่งจะเหมือนเป็นการดึงข้อมูลกลับมาไว้บนอุปกรณ์ของคุณ แต่ถ้าพื้นที่ของอุปกรณ์เต็มก็จะทำให้ไม่สามารถดาวน์โหลดได้

ประหยัดพื้นที่ ICLOUD

ลบไฟล์บนแอป NOTE 

หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่า ไฟล์การบันทึก NOTE ทั้งหมด จะไปอยู่บน ICLOUD ทั้งหมด ดังนั้นการลบ NOTE ที่ไม่จำเป็นจึงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยให้พื้นที่ของ ICLOUD เพิ่มขึ้น โดย วิธีลบข้อมูลใน ICLOUD IPHONE บนแอปโน้ตให้คุณไปที่ แอปโน้ต > ICLOUD ทั้งหมด > กดจุด 3 จุด (มุมขวาบน) > เลือกโน้ต > เลือกโน้ตที่ต้องการลบ > กดลบ > เลือกเสร็จสิ้น เท่านี้โน้ตต่าง ๆ ก็จะถูกลบและไปอยู่ในขยะและจะถูกลบอย่างถาวรภายในเวลาประมาณ 40 วัน 

ถ้า ประหยัดพื้นที่ ICLOUD ไม่ได้ก็ซื้อพื้นที่ของ ICLOUD เพิ่มไปเลย

ประหยัดพื้นที่ ICLOUD

หลังจากที่เราไปพูดคุยกันเรื่องประหยัดพื้นที่ ICLOUD กันไปแล้ว สุดท้ายก่อนจากกันไปในวันนี้เรามาพูดถึงเรื่องของการที่เราไม่ต้องประหยัดกันแล้วดีกว่า โดยบริการดังกล่าวจะมีชื่อว่า ICLOUD+ ซึ่งเป็นบริการให้เช่าพื้นที่จัดเก็บข้อมูล ซึ่งจะมี 5 แพ็กเกจให้เลือกได้แก่ 50GB 35บาท/เดือน, 200GB 99บาท/เดือน, 2TB 349บาท/เดือน, 6TB 999บาท/เดือน และ 12TB 1,990บาท/เดือน ซึ่งแต่ละแพ็กเกจก็จะมีบริการเสริมพิเศษต่าง ๆ แตกต่างกันออกไป

แล้วถ้าอยาก ซื้อพื้นที่ ICOUD จ่ายเงินยังไง ที่จริงการจ่ายค่าบริการต่าง ๆ ของ APPLE สามารถทำได้ง่ายมาก ๆ โดย APPLE ID จะมีบริการชำระเงินอัตโนมัติให้คุณเลือกได้ตามที่ต้องการทั้งบัตรเครดิต, เดบิต, TRUE MONEY WALLET, SHOPEE PAY และโทรศัพท์มือถือ ซึ่งบริการนี้ไม่เพียงแค่ให้คุณสะดวกต่อการชำระค่าบริการ ICLOUD+ เท่านั้นแต่ยังรวมถึงการเช่าซื้อแอปต่าง ๆ บน APP STORE อีกด้วย

อ่านบทความอื่นๆ:

Categories
วิธีดูแลรักษา

ICLOUD DRIVE ตัวช่วยดี ๆ ของคนใช้ APPLE

ICLOUD DRIVE

สำหรับใครที่ใช้อุปกรณ์ของ APPLE คงเคยได้ยินชื่อของICLOUDกันมาบ้างแล้ว แต่อาจจะยังไม่เข้าใจว่า ICLOUDคืออะไร ซึ่งจริง ๆ แล้ว ICLO UD คือหนึ่งในบริการของ APPLE โดยจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทด้วยกัน ICLOUDPHOTO และ ICLOUD DRIVE ซึ่งเป็นบริการที่เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกันในวันนี้ด้วย สำหรับใครที่ยังไม่เคยใช้อ่านบทความนี้จบ แล้วรีบเปิดใช้งานได้เลย

ICLOUD DRIVE พื้นที่การจัดเก็บไฟล์ที่ให้คุณจัดการไฟล์ได้ง่ายขั้น

ICLOUD DRIVE

สำหรับใครที่ยังไม่รู้จักกับICLOUD DRIVEวันนี้ก่อนที่เราจะไปดูข้อมูลในส่วนอื่น ๆ เราอยากพาทุกคนไปทำความรู้จักกันก่อนว่า ICLOUD DRIVEคืออะไร ทำไมถึงดูมีประโยชน์กับชาว APPLE โดยทาง APPLE จะมีบริการเหล่านี้ไว้เพื่อให้ลูกค้าของพวกเขาเข้าถึงบริการและจัดการข้อมูลได้อย่างเป็นสัดส่วน และเป็นระเบียบมากขึ้น ซึ่งจะแบ่งบริการออกเป็น 4 บริการหลัก ๆ ด้วยกัน คือ APPLE TV, APPLE MUSIC, APPLE ARCADE และICLOUDโดยICLOUD DRIVEจะเป็นบริการย่อยที่เป็นตัวช่วยที่ให้คุณสามารถเข้าถึงและแชร์ไฟล์ที่จัดเก็บอยู่ในICLOUDได้ 

ICLOUD DRIVE

ICLOUDและICLOUD DRIVEต่างกันอย่างไร

มาถึงตรงนี้แล้ว ยังมีใครสงสัยอยู่ไหมว่าICLOUDและICLOUD DRIVE แตกต่างกันอย่างไร เราขออธิบายง่าย ๆ แบบนี้ว่าICLOUD DRIVEคือบริการย่อยของICLOUDทำหน้าที่เหมือนพื้นที่จัดเก็บข้อมูลพิเศษสำหรับผู้ใช้อุปกรณ์ของ APPLE ทั้ง IPHONE, IPOD TOUCH, IPAD และ MAC โดยจะมีบริการฟรีอยู่ที่ 5GB แต่พิเศษสำหรับ PC ที่ใช้ WINDOWS ก็สามารถใช้บริการดังกล่าวได้เช่นกัน โดยจะต้องเป็น PC ที่ใช้ WINDOWS 10 หรือใหม่กว่า ซึ่งคุณจะเข้าถึงICLOUD DRIVEได้ใน FILE EXPLORER นั่นเอง

ICLOUD DRIVE

ICLOUD DRIVEและICLOUD PHOTO ต่างกันอย่างไร

อย่างที่เราได้กล่าวไปในข้างต้นแล้วว่าICLOUDจะมีบริการย่อยเป็น 2 บริการคือICLOUD DRIVEและICLOUD PHOTO ซึ่งเราได้ทำความรู้จักกับICLOUD DRIVEกันไปแล้ว แต่หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าICLOUDทั้ง 2 อย่างนี้ต่างกันยังไง โดยบริการดังกล่าวจะอยู่บนทั้ง IPHONE, IPAD และ MAC เช่นเดียวกับ แต่สำหรับICLOUD PHOTOแล้วจะสามารถจัดเก็บได้เฉพาะรูปภาพและวิดีโอเท่านั้น โดยมีบริการฟรีอยู่ที่ 5GB เช่นเดียวกับ แต่หากใครรู้สึกว่ายังไม่เพียงพอก็สามารถเช่าเพิ่มแบบรายเดือนได้ ซึ่งบริการนี้เรียกได้ว่าเอาใจสายของถ่ายภาพและวิดีโอโดยเฉพาะ

ICLOUD DRIVE

ICLOUD DRIVEใช้อย่างไร

ICLOUD DRIVEวิธีใช้ บนแต่ละอุปกรณ์ก็จะมีความแตกต่างกันออกไปเล็กน้อย โดยบน MAC ให้คุณไปที่ FINDER >ICLOUD จะอยู่ที่ SIDE BAR แต่ถ้าคุณกดเข้าไปแล้วโฟลเดอร์ICLOUDยังไม่ขึ้นมา ให้คุณไปที่ SETTING > เปิดใช้งานICLOUD เพียงเท่านี้คุณก็สามารถนำไฟล์ต่าง ๆ เข้าไปเก็บใน ICLOUDของ MAC ได้แล้วบน IPHONE, IPAD หรือ IPOD TOUCH สำหรับ IOS 11 ขึ้นไปคุณสามารถเข้าใช้ไฟล์ได้จากแอปไฟล์ หากไม่มีก็สามารถพิมพ์คนหา หรือดาวน์โหลดและติดตั้งเพื่อใช้งงานบนอุปกรณ์ได้เลย และสำหรับบนICLOUD.COM คุณจะต้องเข้าสู่ระบบICLOUD.COMด้วย APPLE ID ของคุณโดยใช้บน SAFARI

ICLOUD DRIVE ตัวช่วยที่ทำให้คุณเข้าถึงข้อมูลได้ทุกที่บนทุกอุปกรณ์

ICLOUD DRIVE

ICLOUD นอกจากจะเป็นพื้นที่ที่ให้คุณสามารถจัดเก็บข้อมูล และจัดการข้อมูลได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น และที่สำคัญยังเป็นที่จัดเก็บข้อมูลเสริมแบบที่คุณไม่จำเป็นต้องไปซื้อฮาร์ดดิสเพิ่ม แต่ตรงนั้นอาจจะยังไม่ใช่จุดเด่นของICLOUDเพราะจุดเด่นของบริการดังกล่าวคือ การที่ทำให้คุณเข้าถึงข้อมูลใน ICLOUDทั้ง ICLOUD DRIVEและICLOUD PHOTO ได้จะทุกอุปกรณ์เพียงแค่คุณ LOGIN APPLE ID เดียวกัน 

ที่สำคัญสำหรับบริการแบบรายเดือนยังมีหลายแพ็กเกจให้เลือก ซึ่งแต่ละแพ็กเกจก็จะมีบริการพิเศษต่าง ๆ เพิ่มเข้ามาให้เพียบ เช่น การแชร์กันในครอบครัวได้สูงสุดถึง 5 คน หรือ วิดีโอ HOMEKIT ซึ่งเป็นบริการจัดเก็บ วิเคราะห์ และดูวิดีโอที่เข้ารหัสจากกล้องวงจรปิดที่บ้านคุณ สำหรับราคา 349 บาท / เดือน จะไม่จำกัดจำนวนกล่องเลยทีเดียว โดยแพ็กเกจเสริมดังกล่าวจะเรียกว่า ICLOUD+ และมีราคาเริ่มต้นที่ 35บาท/เดือน สำหรับ 50GB 

อ่านบทความอื่นๆ:

Categories
News

IMAC ชิป M3 รุ่นใหม่ล่าสุด เร็วกว่าเดิม 2 เท่า มีให้เลือก 3 รุ่น

IMAC

ล่าสุด IMAC รุ่นใหม่ล่าสุดเปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วเป็นที่เรียบร้อย โดยครั้งนี้เขามาพร้อมกับชิป M3 ชิปตัวใหม่ล่าสุด ที่ให้อุปกรณ์ของคุณประมวลผลได้เร็วขึ้น ที่สำคัญตอนนี้ชิป M3 ยังเปิดตัวเฉพาะบน MACBOOK PRO และ IMAC เท่านั้น และสำหรับ IMAC ชิป M3 ถึงแม้ว่าจะดีไซน์ภายนอกจะยังคงเป็นดีไซน์เดิม แต่ทาง APPLE ยังเคลมว่าครั้งนี้เร็วขึ้น แรงขึ้นกว่าเดิม

เปิดสเปค IMAC ชิป M3 มีอะไรใหม่ และน่าสนใจบ้าง

IMAC

สำหรับใครไม่ได้ติดตามข่าวการเปิดตัวของ IMAC ชิป M3 ซึ่งเป็น IMAC รุ่นใหม่ ที่เปิดตัวออกมาในช่วงปลายปี 2023 ก็อาจจะยังไม่ทราบว่า สเปคที่เขาให้มามีอะไรบ้าง และน่าสนใจขนาดไหน วันนี้เราได้รวบรวมข้อมูลเฉพาะของรุ่น M3 รวมไปถึงการเปรียบเทียบระหว่างรุ่นชิป M1 และ M3 มาให้เพื่อน ๆ ทุกคนแล้ว และที่สำคัญบอกเลยว่า สเปคที่เขาให้มาครอบคลุมทุกความต้องการอย่างแน่นอน

IMAC

สเปค IMAC ชิป M3

IMAC สเปค ค่อนข้างน่าสนใจไม่น้อย เพราะถึงแม้ว่ารูปลักษณ์และดีไซน์ภายนอกจะไม่มีอะไรใหม่ แต่หากเราโฟกัสในส่วนของชิป M3 ที่ทาง APPLE พัฒนาขึ้นมาใหม่จึงทำให้ IMAC รุ่นใหม่นี้มีประสิทธิภาพ การประหยัดพลังงาน และความปลอดภัยที่ดียิ่งขึ้น ที่สำคัญชิป M3 ยังให้คุณสามารถเปิดใช้งานโปรแกรม แถบเบราว์เซอร์ ไปจนถึงมัลติมีเดียที่กราฟิกหนัก ๆ พร้อมกันได้ทั้งหมดแบบที่เครื่อง IMAC ยังคงทำงานได้อย่างไหลลื่น 

นอกจากนี้ APPLE ยังเคลมไว้ว่า เร็วกว่า IMAC พร้อมชิป M1 สูงสุด 2 เท่า, เร็วกว่า IMAC รุ่น 27 นิ้ว โปรเซสเซอร์ INTEL สูงสุด 2.5 เท่า และ เร็วกว่า IMAC รุ่น 21.5 นิ้ว โปรเซสเซอร์ INTEL สูงสุด 4 เท่าเลยทีเดียว อีกทั้งยัง SAFARI ยังทำงานได้เร็วขึ้นสูงสุดถึง 30% อัตราเฟรมที่เร็วขึ้นสูงสุด 50% ที่ให้คุณสามารถเล่นเกมได้ลื่นไหลยิ่งกว่าที่เคย ที่สำคัญ ADOBE PHOTOSHOP ยังเร็วขึ้นถึง 2 เท่า ซึ่งทั้งหมดที่เราพูดมาจึงทำให้คุณสามารถใช้งานได้อย่างไม่มีสะดุด และยิ่งไปกว่านั้นอุณหภูมิของเครื่องนี้ยังอยู่ที่ 10 – 35 องศาเซลเซียส และเงียบจึงไม่มีอะไรมากวนใจขณะที่คุณกำลังทำงาน

IMAC

เปรียบเทียบระหว่าง IMAC ชิป M1 และ M3

  • IMACชิป M1 มี 2 รุ่นให้เลือก คือรุ่น CPU 8 – CORE GPU 7 – CORE SSD ความจุ 256GB GPU พอร์ต THUNDERBOLT USB4 จำนวน 2 พอร์ต น้ำหนัก 4.46 กก. และ CPU 8 – CORE GPU 8 – CORE SSD ความจุ 512GB พอร์ต THUNDERBOLT USB 4 และ USB 3 รวม 4 พอร์ต น้ำหนัก 4.48 กก. ทั้ง 2 รุ่นจะมาพร้อม NEURAL ENGINE แบบ 16 – CORE หน่วยความจำแบบรวม ขนาด 8GB 
  • IMAC ชิป M3 ซึ่งเป็น IMAC รุ่นล่าสุด ก็มี 2 รุ่นให้เลือกเช่นกัน คือรุ่น CPU 8 – CORE GPU 8 – CORE SSD ความจุ 256GB พอร์ต THUNDERBOLT USB4 จำนวน 2 พอร์ต น้ำหนัก 4.43 กก. และ CPU 8 – CORE GPU 10 – CORE SSD ความจุ 256GB หรือ​ SSD ความจุ 512GB THUNDERBOLT USB 4 และ USB 3 รวม 4 พอร์ต 4.48 กก. ทั้ง 2 รุ่นจะมาพร้อม NEURAL ENGINE แบบ 16 – CORE หน่วยความจำแบบรวม ขนาด 8GB 

IMAC ราคาเริ่มต้น 49,900 บาท มี 7 สีให้เลือก อุปกรณ์ให้มาครบครัน

IMAC

สำหรับใครที่อยากเป็นเจ้าของIMACรุ่นชิป M3 ที่เรานำข้อมูลมาฝากกันในวันนี้ ปัจจุบันคุณสามารถซื้อได้ทั้งหน้าร้าน และบนออนไลน์ได้แล้ว โดย IMACราคา เริ่มต้นที่ 49,900 บาท มี 4 สีให้เลือก ได้แก่ ฟ้า, เขียว, ชมพู และเงิน ราคา 56,900 บาท สำหรับรุ่นที่มาพร้อม GPU 10 – CORE พื้นที่จัดเก็บข้อมูล ความจุ 256GB และ 63,900 บาท สำหรับรุ่นที่มาพร้อม GPU 10 – CORE พื้นที่จัดเก็บข้อมูล ความจุ 512GB ที่พิเศษไปกว่านั้นคือรุ่น GPU 10 – CORE ยังจะมาพร้อม GIGABIT ETHERNET และ MAGIC KEYBOARD พร้อม TOUCH ID มี 7 สีให้เลือก ได้แก่ ฟ้า, เขียว, ชมพู, เงิน, เหลือง, ส้ม และม่วง

นอกจากนี้สำหรับอุปกรณ์ในกล่องที่ให้มาสำหรับผู้ใช้งานทั่วไปก็ถือว่าครบครับเลยทีเดียว ทั้งสายไฟ, อะแดปเตอร์แปลงไฟ, MAGIC MOUSE, สาย USB – C เป็น LIGHTNING และ MAGIC KEYBOARD อีกทั้งถ้าคุณต้องการปรับแต่งIMACของคุณก็สามารถทำได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มหน่วยความจำ, ตัวจัดเก็บข้อมูล, ETHERNEET, เมาส์, คีย์บอร์ด หรือแม้กระทั่งซอฟต์แวร์ที่ติดตั้งมาพร้อมเครื่อง คุณก็สามารถปรับแต่งตั้งแต่วันสั่งซื้อได้เลย

อ่านบทความอื่นๆ:

Categories
News

มาแล้ว! APPLE เปิดตัว ชิป M3 ที่หลายคนอยากได้

ชิป M3

ประกาศเปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วเป็นที่เรียบร้อยสำหรับ ชิป M3 ซิปเซตตัวใหม่ล่าสุดจากทาง APPLE ที่ก่อนหน้าชิป M1 และ M2 ได้รับการตอบรับจากผู้ใช้งานดีพอสมควร และแน่นอนว่าทาง APPLE ก็ไม่หยุดที่จะพัฒนาอย่างแน่นอน และเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2023 APPLE ประกาศเปิดตัวชิปใหม่ 3 รุ่น ได้แก่ชิป M3, M3 PRO และ M3 MAX สำหรับเครื่อง MACBOOK และ iMAC ที่สำคัญชิปรุ่นใหม่ยังถูกพัฒนาให้แรงกว่ารุ่นอื่น ๆ แบบก้าวกระโดด และที่สำคัญใครที่เคยใช้ โพรเซสเซอร์ INTEL ก็จะสามารถสัมผัสกับความไหลลื่น ความแรง และประสิทธิภาพของชิป M3 นี้ได้อย่างชัดเจนเลยทีเดียว

ชิป M3 เร็วขึ้น ประหยัดพลังงานมากยิ่งขึ้น เหนือกว่า M1 สูงสุด 2.5 เท่า

ชิป M3

สำหรับ ชิปM3 หรือชิปในตระกูล M3 ทาง APPLE เคลมไว้ว่าเป็นชิปที่ถูกพัฒนาอย่างก้าวกระโดดนับตั้งแต่เปิดตัวชิป M1 ไปเมื่อช่วงปี 2020 โดย APPLE M3 จะเร็ว แรงกว่า M1 สูงสุดถึง 2.5 เท่าเลยทีเดียว ทำให้อุปกรณ์ที่ใช้ชิปดังกล่าวสามารถรองรับการทำงาน เช่นการสร้างฉากเกมที่มีรายละเอียดซับซ้อน ไปจนถึงแอปที่เน้นกราฟิกหนัก ๆ ก็ทำให้สามารถทำงานได้อย่างลื่นไหลยิ่งขึ้น ที่สำคัญคือประหยัดพลังงานยิ่งขึ้นเมื่อเทียบกับชิป M1 เมื่อวัดจากประสิทธิภาพของการทำงานในระดับเดียวกัน

ชิป M3

ชิป M 3

ชิป M3 จะรองรับเฉพาะบน MACBOOK PRO และ iMAC เท่านั้น โดยเป็นชิปรุ่นเริ่มต้นของตระกูล M3 ที่เมื่อทำงานร่วมกับ GPU 10 – CORE รุ่นใหม่ จึงทำให้เร็วกว่ารุ่น M1 ถึง 65% และที่สำคัญคือยังทำให้ประสิทธิภาพกราฟิกของ MacBook M3 ดีและลื่นไหลยิ่งขึ้น ใครที่เป็นสายเกมก็จะได้สัมผัสกับการเล่นเกมที่ลื่นไหล และภาพที่สวยสมจริงแบบที่ไม่เคยได้สัมผัสบนอุปกรณ์ของ APPLE มาก่อน

อีกทั้งสำหรับการเรนเดอร์ชิ้นงานในโปรแกรม FINAL CUT PRO จะเร็วขึ้นสูงสุด 7.4 เท่าเลยทีเดียว เมื่อเทียบกับ MACBOOK PRO 13 นิ้ว ที่ใช้ CORE i7 หรือจะเป็นการคอมไพล์โค้ดใน XCODE ที่เร็วกว่า MACBOOK PRO 13 นิ้ว ชิป M1 ถึง 40% ไปจนถึงการใช้งาน MICROSOFT EXCELที่มีประสิทธิภาพกว่าที่เคย 

ชิป M3

M3 PRO 

เป็นชิปที่รองรับเฉพาะบน MACBOOK PRO เท่านั้น สำหรับรุ่นที่มาพร้อมชิปรุ่นดังกล่าวยังมาพร้อมสีใหม่คือ สเปซแบล็ค หน้าจอขนาด 14 และ 16 นิ้ว สเปคสูงสุดจะมาพร้อม CPU แบบ 12- CORE และ GPU แบบ 18- CORE MAC BOOK PRO M3 ราคา เริ่มต้นที่ 79,900 (ชิป M3 PRO) ซึ่งชิปรุ่นนี้จะตอบโจทย์กับคนที่ต้องการคอมที่มีชิปแรง ๆ ไว้ใช้งาน เช่น นักเขียนโค้ด ครีเอทีฟ และนักวิจัย เป็นต้น หรือใครที่ต้องใช้งานโปรแกรมอย่าง ADOBE PHOTOSHOP, OXFORD NANOPORE MINKNOW หรือ ADOBE PREMIERE POR แบบหนัก ๆ ก็จะตอบโจทย์มากกว่ารุ่นชิป M3 

ชิป M3

M3 MAX

ชิปรุ่นท้อปสุดของตระกูลชิป M3 ที่เหมาะกับคนที่ต้องการใช้งานหนัก ๆ โดยเฉพาะ บรรดาโปรแกรมเมอร์ด้านการเรียนรู้ของระบบ จนถึงศิลปิน 3D และนักตัดต่อวิดีโอ เป็นต้น ซึ่งอุปกรณ์ที่รองชิปรุ่นนี้จะมีเฉพาะ MACBOOK PRO โดย Mac M3 รุ่นนี้จะมาพร้อมรุ่นหน้าจอ 14 นิ้ว CPU แบบ 14-CORE GPU แบบ 30-CORE และ 16 นิ้ว CPU แบบ 14-core GPU แบบ 30-core และ CPU แบบ 16 – CORE GPU แบบ 40 – CORE สำหรับใครที่ใช้งานโปรแกรมหนัก ๆ อย่าง MATHWORK MATLAB, MAXON REDSHIFT หรือ BLACKMACIG DAVINCI RESOLVE STUDIO รุ่นนี้ก็จะมีความแรงกว่า M1 MAX ถึง 65%

ชิป M3 ยังไม่รองรับ MAC BOOK AIR และ IPAD

ชิป M3

สำหรับใครที่กำลังรอว่า MACBOOK AIR M3 มาเมื่อไหร่ หรือจะเปิดตัวตอนไหน ก่อนอื่นต้องขอบอกว่า สำหรับ ชิป M3รุ่นใหม่นี้ เปิดตัวสำหรับ MACBOOK PRO และ IMAC เท่านั้น ดังนั้นใครที่อยากสัมผัสกับชิป M3 ก็ต้องอัปสเปคไปใช้รุ่น PRO เท่านั้น โดยมีราคาเริ่มต้นเพียง 59,900 บาทเท่านั้นและสำหรับ IMAC เริ่มต้นที่ 49,900 บาท 

ชิป M3

นอกจากนี้สำหรับ IPAD ก็ยังไม่รองรับชิป M3 เช่นเดียวกัน โดยปัจจุบันชิปรุ่นท้อปสุดที่ใช้กับ IPAD PRO จะเป็นชิป APPLE M2 ที่รองรับการทำงานที่หลากหลาย อีกทั้งยังมีราคาเริ่มต้นเพียง 32,900 บาทเท่านั้น แต่สำหรับใครที่รู้สึกว่า M3 คือคำตอบก็จัดไปได้เลย

อ่านบทความอื่นๆ:

Categories
สอนใช้

เปลี่ยนชื่อบลูทูธ IPHONE เปลี่ยนให้เก๋แสดงตัวตนของคุณ

สำหรับใครที่ใช้IPHONEหรือสินค้าหลาย ๆ ชิ้นของ APPLE ที่มี BLUETOOTH อาจจะยังไม่รู้ว่าคุณสามารถ เปลี่ยนชื่อบลูทูธ IPHONE และอุปกรณ์อื่น ๆ ได้ตามที่ต้องการ ซึ่งการเปลี่ยนชื่อบลูทูธนอกจากจะทำให้เรารู้ได้ว่า BLUETOOTH อันนั้นเป็นของใครแล้ว ยังให้เกิดความแตกต่างกันอีกด้วย เนื่องจากอุปกรณ์ของ APPLE จะถูกตั้งค่าเริ่มต้นให้ BLUETOOTH และ AIR DROP มีชื่อเดียวกันอุปกรณ์รุ่นนั้น ๆ เช่นIPHONE, MACBOOK AIR หรือ AIR POD เป็นต้น

วิธี เปลี่ยนชื่อบลูทูธ IPHONE ทำง่าย ๆ ในไม่กี่ขั้นตอน

เปลี่ยนชื่อบลูทูธ IPHONE

มาถึงในส่วนของวิธีเปลี่ยนชื่อบลูทูธ IPHONEที่ให้คุณสามารถทำได้ง่าย ๆ ในไม่กี่ขึ้นตอน และที่สำคัญคุณยังสามารถครีเอทชื่อได้หลากหลาย รวมไปถึงยังสามารถใส่ไอคอน หรืออิโมจิคอนได้ตามที่ต้องการอีกด้วย ซึ่ง วิธีเปลี่ยนชื่อบลูทูธ IPHONE บนทั้ง IPHONE, IPAD, MACBOOK และ AIR POD มีดังนี้

เปลี่ยนชื่อบลูทูธ IPHONE

เปลี่ยนชื่อบลูทูธIPHONEและ IPAD

สำหรับใครที่กำลังตามหาเปลี่ยนชื่อบลูทูธ IPHONE13 หรือรุ่นอื่น ๆ รวมไปถึง IPAD ให้คุณทำตามวิธีนี้ โดยให้คุณไปที่ “ตั้งค่า” จากนั้นเลือกไปที่ “ทั่วไป” จากนั้นเลือกไปที่ “เกี่ยวกับ” ซึ่งจะอยู่ที่ช่องแรกของฟังก์ชันนี้ และเมื่อกดเข้าไปจะเห็นคำว่า “ชื่อ” ให้คุณกดเข้าไปแล้วก็ครีเอทชื่อที่คุณต้องการได้เลย ซึ่งชื่อที่คุณตั้งจะถูกใช้สำหรับ BLUETOOTH และ AIR DROP 

เปลี่ยนชื่อบลูทูธ IPHONE

เปลี่ยนชื่อบลูทูธ MACBOOK

สำหรับการ เปลี่ยนชื่อ บลูทูธ บน MACBOOK ก็มีรูปแบบเช่นเดียวกับ IPHONEและ IPAD โดยให้คุณไปที่ “เมนู” จากนั้นไปที่ “ตั้งค่า” กดเลือก “ทั่วไป” ตามด้วย “เกี่ยวกับ” แล้วตั้งชื่อใหม่ตามที่ต้องการได้เลย แต่สำหรับ MACBOOK จะแตกต่างจากIPHONEและ IPAD คือสามารถตั้งชื่อ “โฮสต์ส่วนกลาง” ได้ โดยการตั้งชื่อโฮสต์ส่วนกลางจะทำให้เป็นเหมือนการจำลอง MACBOOK ขึ้นมาอีกเครื่องหนึ่ง ทำให้คุณสามารถใช้ MACBOOK ร่วมกับคนอื่น ๆ ได้อย่างปลอดภัย และมีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น โดยแต่ละคนจะมีแอคเคาท์เพื่อเข้าใช้งานตามตามที่ตัวเองตั้งค่า และที่สำคัญอุปกรณ์ระบบ WINDOWS ก็สามารถตั้งค่าฟังก์ชันนี้ได้เช่นกัน

เปลี่ยนชื่อบลูทูธ IPHONE

เปลี่ยนชื่อบลูทูธ AIR POD

สำหรับการ เปลี่ยนชื่อแอร์พอด มีความจำเป็นที่ต้องอาศัยอุปกรณ์อื่น ๆ อย่างเช่น IPHONE, IPAD และ เครื่อง MAC โดยก่อนอื่นคุณจะต้องทำการเชื่อมต่อ AIR POD กับอุปกรณ์เหล่านี้ก่อนจากนั้นไปที่ “ตั้งค่า” แล้วกดเลือกที่ชื่อ AIRPOD ของคุณ จากนั้นแตะที่ “ชื่อปัจจุบัน” แล้วกดเปลี่ยนได้เลย แต่สำหรับของใครที่ชื่อของ AIRPOD ไม่ได้ขึ้นให้ที่หน้าการตั้งค่า ให้เข้าไปที่ BLUETOOTH จากนั้นกดเลือกที่ “ไอคอนตัว i” แล้วกดเลือกไปที่ “ชื่อ” จากนั้นก็เปลี่ยนชื่อ BLUETOOTH ตามที่เราต้องการได้เลย แต่สำหรับ MAC ให้เข้าไปที่ “เมนู” จากนั้นเลือก “การตั้งค่าระบบ” และกดเลือกชื่อ AIR POD ที่ขึ้นอยู่ แล้วก็สามารถเปลี่ยนชื่อได้ตามที่เราต้องการได้เลย

เหตุผลและความสำคัญของการ เปลี่ยนชื่อบลูทูธ IPHONE

เปลี่ยนชื่อบลูทูธ IPHONE

หลายคนอาจจะรู้สึกว่าการ เปลี่ยนชื่อบลูทูธIPHONE หรืออุปกรณ์อื่น ๆ ของ APPLE นับว่าเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากการ เปลี่ยนชื่อ BLUETOOTH IPHONE และอุปกรณ์อื่น ๆ นั้นจะช่วยสร้างความแตกต่างให้กับอุปกรณ์ APPLE ของคุณ เพราะหากเราใช้งาน BLUETOOTH นอกบ้านอย่างเช่น มหาวิทยาลัย, โรงเรียน หรือห้างสรรพสินค้า ซึ่งมักจะเป็นที่ที่มีการเปิดใช้งานสินค้าของ APPLE เป็นจำนวนมาก ซึ่งจะทำให้เราเชื่อมต่อ BLUETOOTH และ AIR DROP ผิดอุปกรณ์ได้

เปลี่ยนชื่อบลูทูธ IPHONE

เพื่อน ๆ ลองคิดภาพดูว่าถ้ารอบ ๆ บริเวณนั้นมีคนใช้ IPHONE 15 จำนวน 4 เครื่องและใช้ชื่อ BLUETOOTH เป็นชื่อเดียวกันทั้งหมดคือ “IPHONE 15” แน่นอนว่าเชื่อมต่อบลูทูธผิดเครื่องได้อย่างนอน ดังนั้นการตั้งชื่อให้มีความเป็นเอกลักษณ์ หรือมีความแตกต่างก็จะเป็นหนึ่งการป้องกันการเชื่อมต่อ และการส่งข้อมูลผิดพลาดนั่นเอง

เปลี่ยนชื่อบลูทูธ IPHONE

นอกจากนี้สำหรับใครที่ใช้อุปกรณ์ของ APPLE หลาย ๆ ชิ้นก็จำให้ให้คุณรู้ว่าจะต้องเชื่อมต่อบลูทูธกับอุปกรณ์ใด เช่น อาจจะมีมือถือไอโฟนหลายเครื่องและต้องการเชื่อมต่อ AIR POD กับไอโฟนเครื่องใดเครื่องหนึ่ง การตั้งชื่อให้มีความแตกต่างกันก็จะทำให้คุณสามารถใช้งานอุปกรณ์ได้ง่ายขึ้น และช่วยให้คุณไม่สับสนอีกด้วย

อ่านบทความอื่นๆ:

สนับสนุนโดย: hilo-88.net

Categories
Featured

แปลภาษาบน GMAIL สามารถทำได้ง่าย ๆ ทั้งบนมือถือและคอมพิวเตอร์

แปลภาษาบน GMAIL

สำหรับใครที่ไม่ชำนาญการแปลภาษาอังกฤษหรือภาษาอื่น ๆ แล้วจำเป็นต้องแปลข้อมูลที่อาจจะมีการส่งมาทาง GMAIL วันนี้เรามีวิธี แปลภาษาบน GMAIL ที่ทุกคนสามารถทำได้ง่าย ๆ ทั้งบนมือถือและคอมพิวเตอร์เพียงไม่กี่ขั้นตอน และหลังจากนี้การแปลภาษาของคุณก็จะง่ายขึ้นกว่าที่เคย

แนะนำวิธี แปลภาษาบน GMAIL แล้วการแปลภาษาจะไม่ยากต่อไป

แปลภาษาบน GMAIL

สำหรับใครที่ยังไม่รู้ว่าคุณสามารถ แปลภาษาบนGMAIL ได้หรือยังไม่รู้ว่าบน GMAIL มีฟีเจอร์นี้ วันนี้เราจะพาทุกคนไปดูวิธี แปลภาษา GMAIL ในโทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์อื่น ๆ ที่รองรับ GMAIL ก็สามารถใช้วิธีนี้ได้เช่นกัน ซึ่งเรารวบรวมมาให้แล้ววันนี้

แปลภาษาบน GMAIL

แปลภาษาเฉพาะคำหรือประโยคบนคอมพิวเตอร์

สำหรับการแปลภาษาใน GMAIL บนคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะเครื่อง PC โดยสำหรับการแปลภาษา GMAIL บน PC จะสามารถแปลทีละคำ หรือที่ละประโยคสั้น ๆ ได้ โดยคุณจะต้องทำการลากดำบนคำ หรือประโยคที่ต้องการก่อน จากนั้นจะมีไอคอน GOOGLE TRANSLATE ขึ้นมา ให้คุณคลิ๊กที่ไอคอนดังกล่าว แต่วิธีนี้จะเป็นการแปลภาษาจากข้อความต้นฉบับมาเป็นภาษาไทยเท่านั้น

แปลภาษาบน GMAIL

แปลเป็นทั้งพารากราฟ

การแปลทั้งพารากราฟบน PC จะต้องทำการลากดำก่อนจากนั้นคลิ๊กขวา แล้วเลือก GOOGLE TRANSLATE แต่ถ้าเป็นบนมือถือเช่น IPHONE หรือ IPAD จะมี ฟีเจอร์แปลภาษา มาให้ จึงทำให้คุณสามารถแปลภาษาได้ง่าย ๆ แบบที่ไม่จำเป็นต้องออกไปหน้าอื่น โดยให้คุณเลือกคำ ประโยค หรือพารากราฟที่ต้องการแปลจากนั้นเลือก “แปลภาษา” เพียงเท่านี้ก็สามารถแปลข้อความบน GMAIL ได้แล้ว

GOOGLE ปล่อยตัวอัปเดต แปลภาษาบน GMAIL ไม่ต้องเข้าแอป TRANSLATE

แปลภาษาบน GMAIL

สำหรับวิธีการแปลภาษาบน GMAILที่เราแนะนำไปข้างต้นจะเป็นวิธีแบบเก่า ซึ่งจะมีข้อจำกัดในส่วนของจำนวนคำที่จะสามารถแปลได้ แต่สำหรับใครที่ได้ อัปเดต GMAIL ให้เป็นเวอร์ชั่นใหม่ล่าสุดจะมีฟีเจอร์ “แปลข้อความ” เข้ามาให้ด้วย ซึ่งฟีเจอร์นี้นอกจากจะให้คุณสามารถแปลได้ทั้งหน้า GMAIL รวมไปถึงยังสามารถเลือกแปลได้ทุกภาษาที่ GOOGLE TRANSLATE มีให้อีกด้วย

โดยวิธีใช้งานคือ ให้คุณเข้าไปที่ EMAIL ฉบับที่ต้องการแปล จากนั้นเลือก “จุด 3 จุด” ที่จะอยู่ขวามือของอีเมลฉบับนั้น เลือกไปที่ “แปลข้อความ” แล้วข้อมูลบนอีเมลทั้งหมดจะถูกแปลเป็นภาษานั้น ๆ ซึ่งการแปลภาษารูปแบบนี้สามารถใช้ได้กับทุกอุปกรณ์ที่รองรับ GMAIL

แปลภาษาบน GMAIL

เปลี่ยนภาษา GMAIL บน ANDROID 

สำหรับใครที่อยากเปลี่ยนภาษาที่แสดงบนหน้าเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน GMAIL ก็สามารถทำได้เช่นกัน โดยการ เปลี่ยนภาษา GMAILในโทรศัพท์ ระบบ ANDROID ให้เข้าไปที่ “การตั้งค่า” จากนั้นเลือกไปที่ “ระบบ” แล้วเลือก “ภาษาและการป้อนข้อมูล” เลือก “ภาษา” และ “เพิ่มภาษา” ตามลำดับ แล้วให้คุณเลือกภาษาที่ต้องการใช้ แล้วลากภาษาไปที่ด้านบนสุดของรายการ เพียงเท่านี้ก็เรียบร้อย แต่การตั้งค่าแบบนี้จะทำให้มีผลกับแอปอื่น ๆ ในอุปกรณ์ของคุณด้วย

แปลภาษาบน GMAIL

เปลี่ยนภาษา GMAIL บน IPHONE และ IPAD 

การ เปลี่ยนภาษา GMAIL บน IPHONE และ IPAD จะมีวิธีที่คล้ายกัน และจะทำให้มีผลกับแอปอื่น ๆ ในอุปกรณ์ของคุณอีกด้วย โดยให้คุณเข้าไปที่ “ตั้งค่า” จากนั้นเลือกไปที่ “ภาษาและภูมิภาค” จากนั้นไปที่คำว่า “เพิ่มภาษา” แล้วเลือกภาษาที่ต้องการใช้ และเมื่อเลือกได้แล้วก็เลือกไปที่ “เสร็จสิ้น”

แปลภาษาบน GMAIL

เปลี่ยนภาษา GMAIL บนคอมพิวเตอร์

การตั้งค่า GMAIL บนคอมพิวเตอร์สามารถทำได้มากกว่าการเปลี่ยนภาษา เนื่องจากคุณสามารถตั้งค่าและปรับแต่งได้ทั้ง CHAT และ MEET, ความหนาแน่น, ธีม, ประเภทกล่องจดหมาย, แผงสำหรับอ่าน และอื่น ๆ อีกมากมาย และการตั้งค่าภาษาก็เป็นหนึ่งในนั้น สำหรับใครที่อยากเปลี่ยนภาษาก็ให้กดไปที่ “รูปสัญลักษณ์เกียร์” ซึ่งจะอยู่มุมขวาบน จากนั้นเลือกไปที่ “ดูการตั้งค่าทั้งหมด” และเมื่อกดเข้าไปแล้วจะมีการตั้งค่าต่าง ๆ มากมายให้เลือก แต่การตั้งค่าภาษาจะอยู่ในส่วนของ “ทั่วไป” ซึ่งจะอยู่หน้าแรกเลย

จากนั้นให้สังเกตไปที่คำว่า “ภาษา” ซึ่งจะอยู่ช่องแรกของหน้าดังกล่าว จากนั้นไปที่ช่อง “GMAIL ภาษาที่แสดง” และในช่องดังกล่าวจะขึ้นภาษาที่เราตั้งค่าไว้ตอนต้น ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นภาษาไทย จากนั้นก็กดเลือกและเลื่อนหาภาษาที่เราต้องการเปลี่ยนได้เลย

อ่านบทความอื่นๆ:

สนับสนุนโดย: ufaball.bet

Categories
สอนใช้

ซ่อนรูปในไอโฟน ฟีเจอร์ดี ๆ ที่ให้คุณจัดการแอปภาพถ่ายได้ด้วยตัวเอง

ซ่อนรูปในไอโฟน

หลายคนที่ใช้ IPHONE อาจจะยังไม่รู้ว่าคุณสามารถ ซ่อนรูปในไอโฟน ของคุณได้ แบบที่ไม่จำเป็นต้องอาศัยแอปอื่น ๆ เลย โดยคุณสามารถซ้อนภาพได้ง่าย ๆ บนแอปรูปภาพที่ APPEL ให้มาทั้งบน IPHONE และ IPAD เพื่อให้คุณสามารถสร้างความเป็นส่วนตัวได้ตามที่คุณต้องการ

แนะนำวิธี ซ่อนรูปในไอโฟน ทำได้ง่าย ๆ เพียงไม่กี่ขั้นตอน

ซ่อนรูปในไอโฟน

สำหรับใครที่อยาก ซ่อนรูป ในไอโฟน มารวมกันทางนี้ เพราะวันนี้เรามีวิธี ซ่อนรูป ในไอโฟน มาฝากเพื่อน ๆ ทุกคนที่อยากสร้างความเป็นส่วนตัวแบบขีดสุด โดยจะเป็นวิธีซ่อนรูปที่ใช้สำหรับ IOS 14 หรือใหม่กว่า ซึ่งจะมีทั้งวิธีซ่อนรูปภาพ, เลิกซ่อนรูปภาพบน รวมไปถึงการซ่อนภาพแบบที่ต้องใส่รหัสผ่านก่อนเข้าดูภาพ ให้เพื่อเพื่อน ๆ สามารถทำตามกันได้ง่าย ๆ 

ซ่อนรูปในไอโฟน

วิธีซ่อนรูปภาพ

สำหรับ วิธีซ่อนรูปในไอโฟน IOS 16 ขึ้นไปจะมีความพิเศษมากกว่า IOS 14 และ IOS 15 เนื่องจากการที่คุณจะเปิดดูภาพที่ถูกซ้อนจะต้องมีการใส่รหัสผ่าน หรือ FACE ID ก่อนจึงจะสามารถดูภาพเหล่านั้นได้ ซึ่งรุ่นที่ IOS เก่ากว่าจะไม่มีฟังก์ชันนี้ โดยวิธีซ่อนภาพในอุปกรณ์ที่มี IOS 16 ขึ้นไป คือให้คุณเลือกไปที่ “ภาพที่คุณอยากซ่อน” จากนั้นเลือกไปที่ “จุด 3 จุด” ซึ่งจะอยู่ที่มุมขวาล่างของจอ และเลือกไปที่คำว่า “ซ่อน” แต่สำหรับรุ่นที่ใช้ IOS ต่ำลงมาให้คุณเลือกที่ “ภาพที่ต้องการซ่อน” จากนั้นเลือกไปที่ “แชร์” ซึ่งจะอยู่มุมซ้ายล่างของจอ จากนั้นเลื่อนลงมาหาคำว่า “ซ่อน” เพียงเท่านี้คุณก็จะสามารถซ่อนภาพและวิดีโอได้ตามต้องการ

ซ่อนรูปในไอโฟน

วิธีเลิกซ่อนภาพ

สำหรับใครที่อยาก เลิกซ่อนรูปในไอโฟน ก็สามารถทำได้ง่ายมาก ๆ โดยให้คุณเลือกไปที่ฟังก์ชัน “อัลบั้ม” ในแอปรูปภาพ จากนั้นให้เลื่อนลงมาข้างล่าง แล้วกดเลือก “ซ่อนอยู่” ซึ่งจะเป็นรูปดวงตา จากนั้นเลือกภาพที่ต้องการเลือกซ่อน แล้วทำวิธีเดียวกันกับขั้นตอนการซ่อนภาพแต่ให้เลือกที่ “เลิกซ่อน” แต่สำหรับคนที่หาฟังก์ชัน “ซ่อนอยู่” ไม่เจอให้เข้าไปที่ “ตั้งค่า” จากนั้นเลือกไปที่ “รูปภาพ” แล้วเลือกเปิด “การซ่อนอัลบั้ม” เพียงเท่านี้คุณก็สามารถเข้าไปดูภาพที่ซ่อนอยู่ได้แล้ว

ซ่อนรูปในไอโฟน

วิธีซ่อนภาพ ใส่รหัสสำหรับ IOS 14 และ 15

อย่างที่เราได้กล่าวไปในข้างต้นแล้วว่า IPHONE และ IPAD ที่ใช้ IOS 14 และ 15 จะไม่มีฟังก์ชันให้ใส่รหัสผ่าน หรือ FACE ID ก่อนที่จะเปิดเข้าดูภาพที่ซ่อนอยู่ แต่เราก็สามารถ ซ่อนรูปในไอโฟน ใส่รหัส ได้เช่นกัน โดยเราจะต้องใช้แอปพลิเคชันโน้ตของ APPLE ร่วมด้วย โดยให้เลือกเขาไปที่แอปโน้ตจากนั้น “สร้างโฟลเดอร์” จากนั้นให้กดค้างที่โฟลเดอร์ แล้วเลือกไปที่ “ล็อคโน้ต” จากนั้นเพื่อน ๆ ก็สามารถตั้งค่ารหัสผ่าน, คำใบ้, TOUCH ID หรือ FACE ID ได้ แล้วเมื่อตั้งค่าความปลอดภัยของโฟลเดอร์เสร็จแล้ว

ให้เข้าไปที่แอปรูปภาพ จากนั้นเลือกภาพที่คุณต้องการซ่อน จากนั้นเลือกไปที่ “แชร์” จากไอคอนที่อยู่มุมซ้ายล่าง จากนั้นเลือกแชร์ไปที่ “โน้ต” เลือกโฟลเดอร์ที่เราสร้างไว้ จากนั้นกด “บันทึก” เพียงเท่านี้ภาพถ่ายของคุณก็ถูกซ่อนแล้ว และคุณจะสามารถลบภาพนั้นออกจากแอปรูปภาพของอุปกรณ์ได้เลย

ซ่อนรูปในไอโฟน แบบไร้ร่องรอย หายังไงก็ไม่เจอ

ซ่อนรูปในไอโฟน

สำหรับใครที่อยากซ่อนรูปในไอโฟน คุณก็สามารถทำได้ง่ายมาก ๆ โดยให้คุณดูก่อนว่า ในแอปรูปภาพของคุณมีฟีเจอร์ “ซ่อนอยู่” ขึ้นอยู่ไหม โดยวิธีดูคือให้คุณเข้าไปที่ “อัลบั้ม” จากนั้นเลื่อนลงมาข้างล่างสุด แล้วหาฟีเจอร์ “ซ่อนอยู่” หากฟีเจอร์นี้ยังปรากฏอยู่ให้เข้าไปที่ “ตั้งค่า” จากนั้นเลือกไปที่ “รูปภาพ” จากนั้นให้ปิด “การซ่อนอัลบั้ม” เพียงเท่านี้รูปที่ซ่อนก็จะหายไปอย่างไร้ร่องรอย แต่ถ้าหากคุณอยาก ดูรูปที่ซ่อนในไอโฟน ก็เพียงแค่ไปเปิดการซ่อนอัลบั้ม เพียงเท่านี้ฟีเจอร์ “ซ่อนอยู่” ก็จะกลับมาแล้ว

อ่านบทความอื่นๆ:

สนับสนุนโดย: sa-game.bet

Categories
แนะนำแอปฯ

AIR TAG คือ แกดเจ็ตที่ยังเป็นกระแส หรือยังเป็นของที่มันต้องมีอยู่ไหม

AIR TAG คือ

AIR TAG คือ หนึ่งในแกดเจ็ตที่ APPLE ที่เปิดตัวไปเมื่อปี 2021 ที่ผ่านมา ซึ่งครั้งนั้นนับว่าเป็นการสร้างทั้งความตื่นเต้น และเสียงฮือฮาจากแฟน ๆ ของแบรนด์ได้เป็นจำนวนมากเลยทีเดียว และผ่านมากกว่า 2 ปีแล้ว AIR TAG ยังคงเป็นที่นิยม เป็นกระแส หรือยังคงเป็นอุปกรณ์ที่อยู่ในกลุ่มที่เรียกว่า “ของมันต้องมี” อยู่ไหม วันนี้เราหาคำตอบมาให้แล้ว

AIR TAG คือ อุปกรณ์สำหรับอะไร และมีรูปแบบการทำงานยังไง?

AIR TAG คือ

AIR TAG คืออุปกรณ์ที่ใช้สำหรับติดตามสิ่งของ คล้ายกับ GPS ที่ผู้ใช้งานสามารถนำไปติดไว้กับสิ่งของนั้น ๆ เพื่อให้เราสามารถตามหาสิ่งของชิ้นดังกล่าวได้ง่ายขึ้น ซึ่งทาง APPLE โปรโมท AIR TAG ให้เป็นเหมือนพวงกุญแจ หรือที่ห้อยกระเป๋าเก๋ ๆ เนื่องจากสิ่งของเหล่านี้จะเป็นสิ่งของที่เรามักจะทำหาย หรือหลงลืมบ่อยที่สุด แต่จริง ๆ แล้วเรารู้สึกว่า AIR TAG ทำได้มากกว่านั้น

AIR TAG คือ

รูปแบบการทำงาน

สำหรับใครที่สงสัยว่า AIRTAG ทํางานยังไง เราขออธิบายแบบนี้ว่า AIR TAG ถึงจะเป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับติดตามสิ่งของ แต่ที่จริงแล้วอุปกรณ์ชิ้นนี้ไม่มี GPS ในตัว แต่จะทำงานโดยการเชื่อมต่อ BLUETOOTH กับ IPHONE หรือ IPAD ที่มี IOS 14.5 ขึ้นไป และถ้าหากเราต้องการตามหาสิ่งของที่อยู่ในระยะไกล AIR TAG ก็จะอาศัย BLUETOOTH จากอุปกรณ์ APPLE ที่อยู่บริเวณนั้นเพื่อส่งสัญญาณมาที่ FINE MY ของเรานั่นเอง ซึ่ง APPLE ID 1 บัญชีสามารถเชื่อมต่อ AIR TAG ได้สูงสุดถึง 16 ชิ้น 

AIR TAG คือ

ใช้ติดตามคน

เราเชื่อว่าใครที่เห็นหัวข้อก็คงอาจรู้สึกว่าการใช้ AIRTAG ติดตามคน เป็นการละเมิดสิทธิผู้อื่นเกิดไปหรือเปล่า และถ้าทำแบบนั้นคุณทำผิดกฎหมายแน่นอน แต่ถ้าสมาชิกในครอบครัวของคุณมีผู้ป่วยอัลไซเมอร์เรามองว่าอุปกรณ์ชนิดนี้ก็จะเป็นตัวช่วยดี ๆ ที่หากผู้ป่วยเกิดการพลัดหลง ญาติหรือผู้ดูแลก็จะสามารถตามหาตัวผู้ป่วยผ่าน AIRTAG ได้ ซึ่งในสหรัฐอเมริกาก็มีการประยุกต์อุปกรณ์นี้เพื่อใช้ติดตามตัวผู้ป่วยเช่นกัน

AIR TAG คือ

ข้อดีของ AIRTAG

จากที่เราได้กล่าวไปในข้างต้นก็จะเห็นได้ว่า AIRTAG มีข้อดีหลายข้อไม่ว่าจะเป็นการใช้ติดตามผู้ป่วย หรือสิ่งของ แต่สำหรับใครที่ใช้ AIRTAG ติดรถ แต่เป็นรถที่ใช้ร่วมกับสมาชิกคนอื่นในครอบครัวที่ใช้ IPHONE หรือ IPAD อาจจะต้องแจ้งให้ทราบก่อน เพราะอุปกรณ์จะมีการแจ้งเตือนเพื่อให้บุคคลนั้นรู้ว่าคุณกำลังถูกติดตามจาก AIRTAG ของคนอื่น ซึ่งงานนี้บันเทิงแน่นอน 

แต่จุดนี้นับว่าเป็นข้อดีอย่างหนึ่งเนื่องจากเป็นการป้องกันไม่ให้ใช้ AIRTAG ติดตามตัวผู้อื่น นอกจากนี้ยังมีข้อดีอื่น ๆ อีกหลายข้อไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการส่งสัญญาณกลับมาหาเจ้าของได้จากระยะที่ไกล สามารถกันน้ำ และถอดเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้ด้วยตัวเอง ซึ่งแบตสามารถหาซื้อได้ง่าย ๆ ตามร้ายสะดวกซื้อ เป็นต้น

AIR TAG คือ

ข้อเสียของ AIRTAG

AIRTAG ข้อเสีย ก็มีเช่นเดียวกัน เพราะเนื่องจาก AIRTAG เป็นอุปกรณ์ที่ถอดแบตได้ ดังนั้นใครที่จงใจอยากขโมยสิ่งของชิ้นนั้นของเราจริง ๆ เขาสามารถตัดสัญญาณของ AIRTAG ได้ง่าย ๆ เพียงแค่ถอดแบตของ AIRTAG ออก หรือจะเป็นในส่วนของขนาดที่อาจจะใหญ่เกินไปเมื่อนำไปใส่ในกระเป๋าสตางค์ ซึ่งหลาย ๆ ก็ต่างตำหนิจุดนี้มาเช่นกัน

สรุปปลายปี 2023 AIR TAG คือ อุปกรณ์ที่มีไว้ก็ไม่เสียหาย

AIR TAG คือ

ปัจจุบัน AIRTAG ราคา ขายบนหน้าเว็บไซต์ของ APPLE THAILAND มีราคาอยู่ที่ 1,190 บาท ต่อ 1 ชิ้น และ 3,990 บาท สำหรับแพ็ก 4 ชิ้น และสำหรับราคานี้และเปรียบเทียบกับสิ่งที่ AIR TAG สามารถทำได้ เรามองว่า AIR TAG คือ อุปกรณ์ที่มีไว้ก็ไม่เสียหาย แต่ถ้าถามว่าเป็นของที่มันต้องมีเลยไหม คำตอบคือ “ไม่” แต่ใครที่สำรวจตัวเองแล้วว่า คุณอาจจะเป็นคนที่ทำกุญแจรถหายบ่อย ๆ หรือหลงลืมวางสิ่งของไว้ที่ไหนบ่อย ๆ การซื้อ AIR TAG สักอันเพื่อติดตั้งกับของชิ้นนั้นก็อาจจะทำให้การใช้ชีวิตของคุณง่ายขึ้นได้ หรือจริง ๆ การมีไว้ก็อาจจะเป็นความสุขทางใจอันนี้ก็ไม่ว่ากันค่ะ 

อ่านบทความอื่นๆ:

สนับสนุนโดย: ufaball.bet

Categories
สอนใช้

20 คีย์ลัด Mac ตัวช่วยดี ๆ ที่จะทำให้ชาว Mac OS ทำงานได้ง่ายขึ้น

คีย์ลัด Mac

ชาวMac OS มารวมกันทางนี้ สำหรับเพื่อน ๆ คนไหนที่เป็นสาวก Apple อยู่แล้วก็คงจะทราบดีว่า คีย์ลัด Mac ไม่ว่าจะเป็น MacBook หรือ iMac นั้นมีปุ่มใดบ้าง แต่สำหรับใครที่พึ่งจะย้ายค่ายมาเป็นสาวก Apple ก็อาจจะยังไม่ว่าคีย์ลัดต่าง ๆ นั้นมีอะไรบ้าง ดังนั้นวันนี้เราจึงได้รวบรวมคีย์ลัดMac 20 คีย์ที่เพื่อน ๆ จะต้องได้ใช้อย่างแน่นอน

คีย์ลัด Mac รวมครบ จบในที่เดียว

สำหรับ คีย์ลัดMac ทั้ง 20 คีย์ที่เราจะพาเพื่อน ๆ ไปรู้จักกันในวันนี้จะเป็นในส่วนของ “ปุ่มลัดทั่วไป” และ “ปุ่มลัดเอกสาร” โดย คีย์ลัดMac OS ทั้ง 20 คีย์มีดังนี้

คีย์ลัด Mac
  • Command + C คัดลอกรายการที่เลือก 
  • Command + V วางเนื้อหาที่คัดลอกลงในเอกสารหรือแอปปัจจุบัน
  • Command + Z ยกเลิกเลิกทำคำสั่งก่อนหน้า 
  • Command + Shift + Z ย้อนกลับคำสั่งเลิกทำ และเลิกทำ (ทำได้หลายคำสั่ง)
  • Command + P พิมพ์เอกสารปัจจุบัน
  • Shift + Command + R เพื่อเปิดหน้าต่าง AirDrop
  • Shift + Command + 5 บน คีย์ลัด macแคปหน้าจอ สำหรับ macOS Mojave ไปจะถึง macOS Ventura 
  • Shift + Command + 3 หรือ 4 บนระบบปฏิบัติการ macOS Mojave หรือเวอร์ชันใหม่กว่า เพื่อถ่ายภาพหน้าจอ ดูเพิ่มเติมเกี่ยวกับการถ่ายภาพหน้าจอ
คีย์ลัด Mac
  • Shift + Command + Delete คีย์ลัด macลบ หรือ ล้างถังขยะ
  • Control + H เพื่อลบตัวอักษรที่ด้านซ้ายของจุดแทรก 
  • Control + D เพื่อลบตัวอักษรที่ด้านขวาของจุดแทรก 
  • Command + K เพิ่มเว็บลิงก์ลงบนเอกสารของคุณ
  • Shift + Command + เครื่องหมายลบ (-) เพื่อลดขนาดของรายการ หรือ ตัวอักษรที่เลือก
  • Shift + Command + เครื่องหมายบวก (+) เพื่อเพิ่มขนาดของรายการ หรือ ตัวที่เลือก 
  • Control + P เลื่อนขึ้นหนึ่งบรรทัด
  • Control + N เลื่อนลงหนึ่งบรรทัด
  • Command + U ขีดเส้นใต้ข้อความที่เลือก หรือ ยกเลิกการขีดเส้นใต้ข้อความที่เลือก
  • Command + T แสดงหรือซ่อนหน้าต่างแบบอักษร
  • Command + A เลือกทั้งหมดทุกรายการ หรือ เลือกข้อความทั้งหมดบนเอกสาร
  • Command + S เพื่อบันทึกเอกสารปัจจุบัน

ใช้คีย์ลัดได้ง่าย ๆ แบบไม่ต้องตั้งค่าจาก แป้นพิมพ์ MacBook 

คีย์ลัด Mac

คีย์ลัดMac นอกจากเพื่อน ๆ จะสามารถเรียกใช้งานได้ด้วยการตั้งค่าบนอุปกรณ์แล้ว คุณยังสามารถใช้คีย์ลัดได้ง่าย ๆ ด้วยการป้อนคำสั่ง หรือ การใช้คีย์ลัดผ่านแป้นพิมพ์ซึ่งมีให้มากกว่า 100 รายการ รวมไปถึงคีย์ลัดทั้ง 20 คีย์ที่เรานำมาแนะนำให้กับเพื่อน ๆ ในวันนี้อีกด้วย นอกจากนี้คีย์ลัดหลาย ๆ คีย์ยังเป็น คีย์ลัด MacBook pro MacBook Air และ iMac ที่สามารถใช้ร่วมกันได้ ดังนั้นสำหรับใครที่ใช้งาน หรือทำงานได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น คีย์ลัดเหล่านี้ก็นับว่าเป็นตัวช่วยที่ดีเป็นอย่างยิ่ง 

อ่านบทความอื่นๆ:

สนับสนุนโดย: https://hilo-88.com/ 

HILO-88.COM
HILO-88.COM