Categories
สอนใช้ แนะนำแอปฯ

วิธีสตรีมการเล่นเกม XBOX ONE บนแอพ TWITCH ที่เหล่านักสตรีมเมอร์ไม่ควรพลาด

TWITCH

ทุกวันนี้ต้องยอมรับเลยทุกคนสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ง่าย นี่จึงเป็นสาเหตุทำให้บริการสตรีมมิ่งกำลังได้รับความนิยมจากผู้คนทั่วโลกเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะแอพ TWITCH แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งออนไลน์ฟรีที่มีจำนวนผู้ใช้งานมากที่สุด ช่วยทำให้ผู้คนจากทั่วโลกสามารถรับชมการสตรีมมิ่งสดผ่านอินเทอร์เน็ตหรือแอพได้ ปัจจุบันมีนักสตรีมเมอร์หลายคนได้รับความสนใจและประสบความสำเร็จจากการสตรีมการเล่นวิดีโอเกมยอดนิยมบน TWITCH ไม่เพียงเท่านั้น TWITCH ยังเปิดโอกาสให้คุณสามารถสตรีมการเล่นเกม XBOX ONE ได้อย่างง่ายดาย โดยคุณสามารถดาวน์โหลดแอพ TWITCH ใน XBOX STORE ได้ ซึ่งในบทความนี้เราจะพาคุณมาเรียนรู้เกี่ยวกับวิธีสตรีมการเล่นเกม XBOX ONE บนแอพ TWITCH ที่ถูกต้อง 

TWITCH คืออะไร?

TWITCH

อ้างอิงรูปภาพ

อย่างที่หลายคนทราบกันดี TWITCH คือ แพลตฟอร์มถ่ายทอดสดการเล่นเกมและการแข่งขัน E-SPORTS ที่กำลังได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่นทั่วโลกเป็นอย่างมาก ไม่เพียงเท่านั้น TWITCH ยังเป็นแพลตฟอร์มสำหรับการสตรีมวิดีโอสด ตั้งแต่การทำอาหาร การเล่นดนตรี และการพูดคุยถาม&ตอบ แต่อย่างไรก็ตาม การสตรีมการเล่นเกมก็ถือเป็นความสำคัญหลักของ TWITCH สำหรับคนทั่วไปหรือนักสตรีมเมอร์ที่มี XBOX ONE คุณสามารถสตรีมการเล่นเกม XBOX ONE บน TWITCH ได้ง่าย ๆ โดยทำตามวิธีการด้านล่างนี้ 

ดาวน์โหลด TWITCH และเปิดการใช้งาน XBOX

ก่อนที่คุณจะเริ่มสตรีมไปยัง TWITCH คุณจะต้องดาวน์โหลดแอพ TWITCH บน XBOX ONE ของคุณเสียก่อน โดยมีขั้นตอน ดังนี้

  1. ไปที่แดชบอร์ดของ XBOX ONE แล้วใช้คอนโทรลเลอร์เพื่อไปยัง แท็บ MICROSOFT STORE ทางด้านซ้ายของหน้าจอ
TWITCH

อ้างอิงรูปภาพ

  1. ไปที่แถบที่มีข้อความ SEARCH จากนั้นกดปุ่ม A บนคอนโทรลเลอร์ของคุณ
  2. ใช้คอนโทรลเลอร์พิมพ์ “TWITCH” รอสักครู่แอพ TWITCH จะปรากฏขึ้นบนหน้าจอ จากนั้นเลือกแอพTWITCH แล้วกดปุ่ม A บนคอนโทรลเลอร์ของคุณ
  3. เลือก GET แล้วกดปุ่ม A อีกครั้ง แอพ TWITCH จะเริ่มทำการติดตั้งโดยอัตโนมัติ 

ปรับการตั้งค่าสำหรับการสตรีมมิ่ง

TWITCH

อ้างอิงรูปภาพ

หลังจากที่คุณได้ทำการดาวน์โหลดแอพ TWITCH เรียบร้อยแล้ว คุณจะต้องทำการปรับการตั้งค่าการสตรีมของคุณ โดยมีขั้นตอน ดังนี้ 

  1. เปิดแอพ TWITCH แล้วเลือก SIGN IN ที่เมนูด้านบน ป้อนข้อมูลการเข้าสู่ระบบสำหรับบัญชี TWITCH ที่คุณต้องการสตรีม
  2. คุณจะได้รับรหัส 8 หลักที่คุณต้องป้อนเพื่อเชื่อมโยงคอนโซล XBOX ONE กับบัญชี TWITCH ไปที่ LOGIN และป้อนรหัสเพื่อเปิดใช้งานคอนโซลของคุณ
  3. กดปุ่ม XBOX บนคอนโทรลเลอร์ของคุณ และไปที่แท็บ PROFILE & SYSTEM ทางด้านขวา แล้วเลื่อนลงและเลือก SETTINGS
  4. จากนั้นเลือก ACCOUNT แล้วเลือก PRIVACY & ONLINE SAFETY 
  5. เลือก XBOX PRIVACY
  6. เลือก VIEW DETAILS & CUSTOMIZE
  7. เลือก ONLINE STATUS AND HISTORY
  8. ไปที่ OTHERS CAN SEE IF YOU’RE ONLINE ตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้เลือก EVERYBODY แล้วหรือไม่?
  9. กดปุ่ม B เพื่อย้อนกลับ จากนั้นเลือก GAME CONTENT
  10. เลื่อนไปทางขวาจนกว่าคุณจะเห็นแท็บ LIVE STREAM GAMEPLAY และตรวจดูให้แน่ใจว่าได้เลือก ALLOW ไว้แล้ว
  11. เลื่อนไปทางขวาอีกครั้งและตรวจดูให้แน่ใจว่าคุณได้เลือก ALLOW ใน YOU CAN SHARE CONTENT MADE USING KINECT OR ANOTHER CAMERA แล้วหรือไม่ 

เริ่มถ่ายทอดสดการเล่นเกม XBOX ONE ของคุณ

TWITCH

อ้างอิงรูปภาพ

หลังจากที่คุณได้ทำการตั้งค่าสตรีมของ XBOX ONE ตามลำดับแล้ว ให้เสียบเว็บแคม USB เข้ากับคอนโซลของคุณ เพื่อทำการเริ่มต้นสตรีมเกม XBOX ONE โดยมีขั้นตอน ดังนี้ 

  1. กลับไปที่แอป TWITCH เลือก BROADCAST ที่เมนูด้านบน
  2. ด้านขวาของการตั้งค่าการออกอากาศของ TWITCH คุณสามารถปรับเปลี่ยนตัวเลือกต่าง ๆ ได้ เช่น ตำแหน่งกล้องไมโครโฟน และ ความละเอียดในการสตรีม
  3. ด้านซ้ายของการตั้งค่าการออกอากาศของ TWITCH ให้ป้อนชื่อ (ป้ายกำกับ) สำหรับการสตรีมของคุณในช่องและเลือก START STREAMING หรือ เริ่มการสตรีม
  4. เปิดเกมที่คุณต้องการสตรีม เมื่อคุณเริ่มเล่นเกม TWITCH ก็จะเริ่มถ่าย ทอดสดการเล่นเกมของคุณไปยังผู้ชมโดยอัตโนมัติ

facebook

เว็บ บา คา ร่า อันดับ 1

Categories
สอนใช้

วิธีเปลี่ยน อัตราการรีเฟรช ของจอภาพ PC เพื่อทำให้การรับชมวิดีโอและการเล่นเกมของคุณลื่นไหล ไม่มีสะดุด

อัตราการรีเฟรช

คุณเคยรู้สึกรำคาญทุกครั้งเวลาภาพหน้าจอการรับชมวิดีโอหรือการเล่นเกมไม่ลื่นไหล และภาพสะดุดบ่อย ๆ หรือไม่? หากคุณกำลังประสบปัญหาเหล่านี้ ไม่ต้องเป็นกังวลไปค่ะ เพราะวันนี้เรามีวิธีแก้ไขปัญหาภาพหน้าจอ PC ไม่ลื่นไหล และสะดุดบ่อยด้วยการเปลี่ยน อัตราการรีเฟรช ของหน้าจอมาแนะนำทุกคน ซึ่งการที่ภาพหน้าจอไม่มีคุณภาพ หรือภาพกระตุกทุกครั้งเวลารับชมวิดีโอหรือเล่นเกม เป็นปัญหาที่หลาย ๆ คนไม่อยากให้เกิดขึ้น โดยทั่วไปสาเหตุของปัญหาเหล่านี้อาจเกิดขึ้นจากหลายปัจจัย รวมถึงการปรับอัตราการรีเฟรชของหน้าจอที่ไม่สัมพันธ์กับจอแสดงผล ดังนั้นเราจึงมีวิธีการเปลี่ยนอัตราการรีเฟรชของจอภาพ เพื่อทำให้การรับชมวิดีโอและการเล่นเกมของคุณลื่นไหล และไม่มีสะดุดมีต่อไป 

ทำความเข้าใจเกี่ยวกับ อัตราการรีเฟรช ของหน้าจอ

อัตราการรีเฟรช

อ้างอิงรูปภาพ

คุณเคยสงสัยไหมว่าอัตราการรีเฟรชคืออะไร? อัตราการรีเฟรช คือ ความถี่ในการอัปเดตของการแสดงผลรูปภาพที่อยู่บนจอภาพ โดยอัตราการรีเฟรชของหน้าจอจะได้รับการวัดค่าในหน่วยเฮิร์ต (HZ) เช่น หากจอแสดงผลของคุณมีอัตราการรีเฟรชอยู่ที่ 144HZ นั่นหมายความว่าจอภาพจะมีการรีเฟรช 144 ครั้งต่อวินาที 

ความจริงแล้วคุณไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับอัตราการรีเฟรชมากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ใช้แอปพลิเคชันบนคอมพิวเตอร์เพื่อการทำงานทั่วไป เนื่องจากจอคอมพิวเตอร์มีอัตราการรีเฟรชของหน้าจอที่ 60HZ ซึ่งเป็นค่าเริ่มต้นสำหรับจอภาพหลายจอ ซึ่งค่านั้นเพียงพอที่จะไม่ทำให้ภาพเบลอหรือภาพกระตุก แต่หากค่าต่ำกว่า 60HZ คุณอาจจะเห็นว่าภาพบนหน้าจอกระตุก หรือเคลื่อนไหวติดขัดได้ 

สำหรับนักเล่นเกม หรือคนที่ต้องการรับชมวิดีโอความละเอียดสูง เราขอแนะนำให้ปรับค่าอัตราการรีเฟรชที่สูงขึ้นไม่ต่ำกว่า REFRESH RATE 120HZ  เนื่องจากวิดีโอเกมหลายเกมจำเป็นต้องอาศัยภาพเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว ดังนั้นจอแสดงผลคอมพิวเตอร์จึงควรได้รับการปรับค่าอัตราการรีเฟรชให้เหมาะสมสำหรับการเล่นเกม ยิ่งอัตราการรีเฟรชสูงยิ่งดี อย่างไรก็ตาม การปรับอัตราการรีเฟรชนั้นขึ้นอยู่กับจอภาพหรือจอแสดงผลแล็ปท็อปของคุณ จอแสดงผลบางจอไม่ทำงานที่อัตราการรีเฟรชสูงสุดตามค่าเริ่มต้นได้ หากคุณต้องการเพิ่มอัตราการรีเฟรชสูงให้จอภาพใช้งานได้ คุณอาจต้องลดความละเอียดลงเพื่อให้ค่าอัตราการรีเฟรชที่สูงขึ้นพร้อมใช้งาน 

วิธีการเปลี่ยนอัตราการรีเฟรชบนจอภาพ PC  

สำหรับคอมพิวเตอร์ PC คุณสามารถเปิดการตั้งค่าอัตราการรีเฟรชค่าใดก็ได้ ขึ้นอยู่กับการ์ดจอ หรือจอแสดงผลแล็ปท็อป และความละเอียดที่คุณใช้อยู่ โดยวิธีการเปลี่ยน อัตราการรีเฟรชบน PC มีดังนี้ 

  1. คลิกไปที่ “SETTINGS”
อัตราการรีเฟรช

อ้างอิงรูปภาพ

  1. คลิก “SYSTEM” จากนั้นในเลือกแถบตัวเลือกด้านซ้ายให้คลิก “DISPLAY”
อัตราการรีเฟรช

อ้างอิงรูปภาพ

  1. คลิกลิงก์ “ADVANCED DISPLAY SETTINGS” จากนั้นหน้าจอจะปรากฏรายละเอียดเกี่ยวกับจอภาพของคุณ รวมทั้งอัตราการรีเฟรชที่ตั้งไว้ในปัจจุบัน
  2. คลิกลิงก์ ” DISPLAY ADAPTER PROPERTIES FOR DISPLAY 1″
  3. หน้าจอจะปรากฏป๊อปอัปสำหรับการ์ดจอแสดงผลของคุณ ให้คลิกแท็บ “MONITOR” 
  4. สุดท้าย ในส่วนของการตั้งค่าจอภาพ คุณสามารถคลิกดรอปดาวน์อัตราการรีเฟรชหน้าจอ และเลือกอัตราการรีเฟรชอื่นได้ จากนั้นคลิก “OK” เพื่อบันทึกการตั้งค่านี้

อ่านเรื่อง >> facetime เสียเงินไหม

Categories
News สอนใช้

คุณสมบัติพิเศษสุดล่ำสมัยของ iOS 15 ที่มีประโยชน์ต่อผู้ใช้ iPhone ที่คุณไม่ควรพลาด

สาวก iPhone ทุกคนคงทราบกันดีว่าในทุก ๆ ปี APPLE จะออกระบบปฏิบัติการของ iPhone เวอร์ชั่นใหม่ประมาณปีละครั้ง พร้อมคอลเลกชั่นของคุณสมบัติใหม่ที่ได้รับการปรับปรุงที่ดีกว่าเดิม ปี 2021 APPLE ได้เปิดตัว iOS 15 ระบบปฏิบัติการ iPhone รุ่นใหม่ล่าสุด ที่มาพร้อมกับการการอัปเดตฟีเจอร์ใหม่ ๆ อีกมากมาย รวมถึงคุณสมบัติอันชาญฉลาดที่จะช่วยทำให้ผู้ใช้ iPhone สามารถทำสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดายมากขึ้น แต่บางคนอาจจะกำลังสงสัยใช่ไหมว่า iOS 15 มีอะไรใหม่บ้าง? ดังนั้นวันนี้เราจึงมีคุณสมบัติพิเศษสุดล่ำสมัยของ IOS15 มาแนะนำเหล่าสาวก iPhone ทุกคน ซึ่งจะมีอะไรบ้างนั้น สามารถติดตามได้ในบทความนี้เลยค่ะ

iOS 15 คืออะไร? 

อ้างอิงรูปภาพ

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับ iOS 15 กันก่อนดีกว่า IOS 15 เป็นระบบปฏิบัติการ iPhone รุ่นใหม่ล่าสุดของ APPLE ที่เพิ่งเปิดตัวในปี 2021 โดยผู้ใช้ iPhone 6S PLUS จนถึง iPhone รุ่นใหม่ล่าสุด จะสามารถดาวน์โหลด iOS 15 มาใช้งานได้ ระบบปฏิบัติการ IOS 15 มาพร้อมกับการอัปเดตอันทรงพลังที่ช่วยทำให้ผู้ใช้ iPhone ได้สัมผัสกับประสบการณ์ที่ล่ำสมัยกว่าที่เคยมีมา รวมถึงคุณสมบัติอันชาญฉลาดที่จะช่วยทำให้ผู้ใช้สามารถทำสิ่งตาม ๆ ได้มากขึ้น แต่คุณสมบัติที่เป็นที่ฮือฮาที่สุดต้องยกให้กับความสามารถในการปลดล็อก iPhone ขณะสวมหน้ากากอนามัย และคุณสมบัติการคัดลอกข้อความจากรูปภาพด้วย LIVE TEXT ไม่เพียงเท่านั้นระบบปฏิบัติการ iOS 15 ยังมีคุณสมบัติพิเศษสุดล่ำสมัยอีกมากมายที่มีประโยชน์ต่อผู้ใช้ iPhone ซึ่งหลายคนคงกำลังสงสัยใช่ไหมว่า iOS 15 มีอะไรใหม่บ้าง ดังนั้นวันนี้เราจึงจะพาคุณมาไขข้อสงสัยนี้ไปพร้อม ๆ กันเลย

คุณสมบัติพิเศษสุดล่ำสมัยของ iOS15 ที่เหล่าสาวก iPhone ไม่ควรพลาด

สำหรับผู้ใช้ iPhone 6S PLUS จนถึง iPhone รุ่นใหม่ล่าสุด คุณสามารถดาวน์โหลด iOS 15 ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ซึ่งหลังจากที่คุณได้ทำการอัปเดต iOS 15 บน iPhone ของคุณเรียบร้อยแล้ว คุณก็จะสามารถใช้งานคุณสมบัติพิเศษสุดล่ำสมัยของ iOS 15 บน iPhone ของคุณได้แล้ว และนี่คือคุณสมบัติพิเศษที่คุณไม่ควรพลาด

  1. ปลดล็อก iPhone ของคุณด้วยฟีเจอร์ FACE MASK ON: การอัปเดตซอฟต์แวร์ล่าสุดของ iPhone iOS 15.4 มีคุณสมบัติที่ช่วยให้ FACE ID จดจำใบหน้าของคุณในขณะสวมหน้ากากอนามัยได้ แต่คุณสมบัตินี้สามารถใช้ได้เพียงรุ่น iPhone 12 เป็นต้นไปเท่านั้น
รูปภาพประกอบด้วย ข้อความ

คำอธิบายที่สร้างโดยอัตโนมัติ

อ้างอิงรูปภาพ

  1. แชร์หน้าจอของคุณใน FACETIME ด้วย SHAREPLAY: ความสามารถที่มากกว่าการประชุมแบบเห็นหน้ากันใน FACETIME โดยคุณสามารถแชร์หน้าจอและสื่อของคุณขณะโทรแบบ FACETIME ได้ เช่น เพลงและวิดีโอ ด้วย SHAREPLAY เพียงแค่แตะปุ่ม SHAREPLAY ที่ด้านบนขวาของหน้าจอ แล้วให้แตะแชร์หน้าจอของฉัน
  2. ใช้ LIVE TEXT เพื่อคัดลอกข้อความจากรูปภาพ: คุณสามารถใช้คุณสมบัติ LIVE TEXT เพื่อคัดลอกข้อความจากรูปภาพได้ เพียงแตะข้อความในรูปภาพลากช่องที่ไฮไลท์เพื่อเลือกข้อความทั้งหมดที่คุณต้องการ แล้วแตะช่องที่ไฮไลท์จากนั้นแตะคัดลอกในเมนูป๊อปอัป

อ้างอิงรูปภาพ

  1. กรองการแจ้งเตือนของคุณด้วยฟีเจอร์ FOCUS: ฟีเจอร์ FOCUS จะช่วยกรองการแจ้งเตือนของคุณ โดยการแจ้งเตือนจะใช้ระบบอัจฉริยะบนอุปกรณ์เพื่อจัดเรียงการแจ้งเตือนตามลำดับความสำคัญ และแสดงการแจ้งเตือนที่ผู้ใช้น่าจะสนใจที่สุดไว้บนสุด อ้างอิงตามการโต้ตอบระหว่างผู้ใช้กับแอปต่าง ๆ ส่วนการแจ้งเตือน ข้อความ และสายเรียกเข้าที่สำคัญต่อเวลาจะแสดงในทันที
  2. ลากและวางระหว่างแอพหนึ่งไปยังอีกแอพหนึ่ง: คุณสามารถลากเนื้อหาจากแอพหนึ่งไปยังอีกแอพหนึ่งได้ เช่น คุณสามารถลากรูปภาพจากแอพ PHOTOS แล้ววางลงในช่องข้อความในแอพ MESSAGES ได้

อ้างอิงรูปภาพ

  1. เปลี่ยนขนาดของข้อความในแอพใดก็ได้: เมื่อก่อนหากคุณต้องการข้อความที่ใหญ่ขึ้น คุณสามารถปรับขนาดได้ในครั้งเดียว แต่ iOS 15 จะทำให้คุณสามารถเปลี่ยนขนาดตัวอักษรแบบทีละแอพได้
  2. เส้นทางเดิน AR ในแอพ MAPS: คุณสามารถขอเส้นทางเดิน AR ขณะที่คุณเดินได้ โดยยกโทรศัพท์ขึ้นเพื่อให้เห็นอาคารใกล้เคียง และ MAPS จะซ้อนทับชื่อถนนและคำแนะนำในการเดินของคุณบนหน้าจอวิดีโอสดของเส้นทาง ในการรับเส้นทางเดิน AR ของคุณ ให้แตะไปที่ปุ่ม AR CUBE ที่ด้านขวาของแผนที่

บาคาร่า

Categories
สอนใช้

วิธีปิดการใช้งานบัญชี Facebook ของคุณอย่างถาวร

หลายคนใช้ Facebook เป็นเครื่องมือที่จำเป็นสำหรับการติดต่อกับครอบครัว และเพื่อนทั่วโลก หรือแสดงความคิดเห็นกับกลุ่มที่มีความสนใจร่วมกัน รวมไปจนถึงการติดตามข้อมูลข่าวสาร แต่สำหรับบางคนกลับมอง Facebook ในแง่ของการละเมิดความเป็นส่วนตัว ก่อให้เกิดการทะเลาะวิวาททางการเมือง การสร้างข้อมูลเท็จ และเนื้อหาอื่น ๆ ที่อาจจะเป็นอันตรายต่อวัยรุ่น ซึ่งตอนนี้ Facebook เป็นที่รู้จักในชื่อใหม่คือ Meta หลายคนคาดว่าการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้จะรวมไปจนถึงการปรับปรุงการให้บริการด้วย อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าคุณจะต้องการปิดการใช้งาน Facebook ด้วยเหตุผลอะไร และหากแน่ใจแล้วว่าต้องการปิดการใช้งานแบบถาวรจริง ๆ เราแนะนำให้ลองปฏิบัติตามขั้นตอนด้านล่างนี้ 

ขั้นตอนปิดการใช้งานบัญชี Facebook แบบถาวร

Facebook

ที่มาของรูปภาพ

อย่างที่เราทราบกันดี Facebook เป็นบริการบนอินเทอร์เน็ตที่ทำให้คุณสามารถติดต่อสื่อสารและร่วมทำกิจกรรมกับผู้ใช้คนอื่น ๆ หรือใช้สำหรับติดตามข้อมูลข่าวสาร ซึ่งแน่นอนว่าการที่ Facebook คือเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่มีผู้ใช้งานจำนวนมากจึงส่งผลทำให้มันมีทั้งข้อดีและข้อเสีย หากคุณต้องการปิดบัญชี Facebook สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือ การลบบัญชี Facebook ของคุณกับการปิดใช้งานบัญชีนั้นมีความแตกต่างกัน โดยการปิดใช้งานบัญชี Facebook จะเป็นการหยุดใช้งาน Facebook ชั่วคราว แต่บริษัทก็สามารถติดตามกิจกรรมออนไลน์ของคุณได้ และคุณสามารถกลับมาใช้งานบัญชี Facebook อีกครั้งได้ แต่หากต้องการลบบัญชีของคุณอย่างถาวร และตัดการเชื่อมต่อกับ Messenger ซึ่งเป็นแอปแชทของแพลตฟอร์ม Facebook คุณสามารถดำเนินการได้ง่าย ๆ ตามขั้นตอน ดังนี้ 

ขั้นตอนลบบัญชี Facebook ของคุณอย่างถาวร

การปิดการใช้งานบัญชี Facebook แบบถาวร ก็คือการลบบัญชี Facebook ของคุณออกจากเซิร์ฟเวอร์ โดยปฏิบัติตามขั้นตอนด้านล่างนี้ 

  1. ลบแอป Facebook ออกจากโทรศัพท์และแท็บเล็ตของคุณ: คุณควรทราบว่าการลบแอป Facebook ไม่ได้เป็นการลบบัญชีของคุณ โดยคุณยังคงเข้าถึงบัญชี Facebook ได้จากเบราว์เซอร์ และแอปอื่น ๆ อาจยังคงใช้ Facebook ในการเข้าสู่ระบบได้ และ Facebook จะยังสามารถติดตามกิจกรรมออนไลน์ของคุณได้ 
  2. การถ่ายโอนข้อมูล Facebook: คุณอาจเก็บข้อมูลส่วนตัวไว้ใน Facebook เช่น รูปภาพ วิดีโอ บันทึกย่อ และโพสต์ต่าง ๆ ของคุณ ซึ่งคุณสามารถถ่ายโอนข้อมูลเหล่านี้ไปยังที่จัดเก็บอื่น ๆ ได้ เช่น Google Photos และ Dropbox 
  3. ตัดการเชื่อมต่อบัญชี Facebook ของคุณจากแอปอื่น ๆ : คุณจะต้องจัดการกับบัญชีภายนอกที่ใช้ข้อมูล Facebook ของคุณ โดยลงชื่อเข้าใช้แต่ละบัญชีและยกเลิกการเชื่อมต่อจากบัญชี Facebook ของคุณ ซึ่งคุณสามารถค้นหารายชื่อแอปที่เชื่อมโยงกับบัญชี Facebook ของคุณ โดยการเข้าสู่ระบบ Facebook แล้วไปที่การตั้งค่า > แอปและเว็บไซต์ 
Facebook

ที่มาของรูปภาพ

  1. ลบบัญชี Facebook ของคุณ: สิ่งแรกที่ต้องทำคือ คลิกที่นี่ และเข้าสู่ระบบ Facebook ของคุณ หลังจากนั้น Facebook จะแสดงตัวเลือกให้พิจารณาก่อนลบบัญชีของคุณ หากต้องการลบบัญชี Facebook แบบถาวรให้เลือก ‘ลบบัญชี’ จากนั้นป้อนรหัสผ่านของคุณ แล้วคลิก ‘ดำเนินการต่อ’ สุดท้ายคลิก ‘ลบบัญชี’ อีกครั้ง
Facebook

ที่มาของรูปภาพ

  1. ระยะเวลาดำเนินการลบบัญชี Facebook ของคุณ: Facebook จะใช้เวลาสูงสุด 90 วันในการลบข้อมูลทั้งหมดของคุณออกจากเซิร์ฟเวอร์ โดย 30 วันแรก คุณสามารถเข้าสู่ระบบ Facebook ของคุณและยกเลิกคำขอลบบัญชีได้ แล้วบัญชีของคุณจะได้รับการกู้คืน

Author

Suwanna Preebunpul

Suwanna Preebunpul

สวัสดีค่ะ ผู้อ่านที่น่ารักทุกท่าน นักเขียนออยนะคะ ไลฟ์สไตล์ส่วนตัว ชอบท่องเที่ยว ถ่ายรูป เขียนบทความแนวแนะนำสินค้า, เทคโนโลยี, สาระความรู้, แฟชั่น และGraphic Design ด้วยความที่ส่วนตัวชอบทำอะไรใหม่ ๆ อยู่เสมอ ในอนาคตข้างหน้าอาจจะมีงานเขียนแนวใหม่ ๆ ออกมา ยังไงก็ฝากติดตามผลงานด้วยนะคะContact >> Instagram, Facebook, Line

ไขข้อสงสัยเปิดใช้งาน facetime เสียตังไหม

ไฮโลไทย

Categories
News สอนใช้

แนะนำการตั้งค่า iOS 15 ที่จะช่วยทำให้ชีวิตของคุณง่ายขึ้น

รูปภาพประกอบด้วย ข้อความ, ในอาคาร

คำอธิบายที่สร้างโดยอัตโนมัติ

คุณเคยสงสัยไหมว่าทำให้คุณต้องอัปเดตระบบปฏิบัติการ iOS 15 ของ iPhone ซึ่งไม่ว่าคุณจะใช้ iPhone 13, iPhone 12, iPhone 11 หรือรุ่นเก่ากว่านี้ คุณก็สามารถปรับแต่งการตั้งค่า iOS 15 เพื่อทำให้สมาร์ทโฟนของคุณทำงานได้ดีมากยิ่งขึ้น ถึงแม้ว่า iPhone แต่ละรุ่นจะมีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน แต่พวกมันก็สามารถใช้งานคุณสมบัติของ iOS 15 ได้เหมือนกันด้วยการอัปเดตระบบปฏิบัติการ iOS 15 บน iPhone ของคุณ และเพื่อให้คุณสามารถใช้งานฟีเจอร์บางประการของ iOS 15 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราจึงได้รวบรวมการตั้งค่า iOS 15 ที่จะช่วยทำให้ชีวิตของคุณสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะมีอะไรบ้างนั้น สามารถติดตามได้ในบทความนี้เลยค่ะ 

ระบบปฏิบัติการ  iOS 15 คืออะไร?

ที่มาของรูปภาพ

ก่อนที่คุณจะไปเรียนรู้เกี่ยวกับการตั้งค่า iOS 15 เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้งาน คุณรู้หรือไม่ว่าระบบปฏิบัติการ iOS 15 คืออะไร? iOS 15 คือ ระบบปฏิบัติการล่าสุดสำหรับ iPhone ของบริษัท Apple ที่พร้อมให้ใช้งานได้แล้ววันนี้ในรูปแบบของการอัปเดตซอฟต์แวร์ฟรี และมีคุณสมบัติอันชาญฉลาดใหม่ ๆ อีกมากมายที่จะช่วยทำให้ iPhone ของคุณทำอะไรหลาย ๆ อย่างได้มากขึ้น iOS 15 มีอะไรบ้าง? ความจริงแล้ว iOS 15 ได้มีการอัปเดต FaceTime มีโหมดโฟกัสที่จะช่วยลดการรบกวน และมีคุณสมบัติใหม่ที่ไม่เคยมีในระบบปฏิบัติการ iOS มาก่อนอย่าง “ข้อความในรูปภาพ” หรือ Live Text ซึ่งใช้ระบบอัจฉริยะบนอุปกรณ์เพื่อดึงข้อมูลที่เป็นประโยชน์ออกมาแสดง และอื่น ๆ อีกมากมาย  

การตั้งค่า iOS 15 ที่จะทำให้ iPhone ของคุณทำงานได้ดียิ่งขึ้น

ที่มาของรูปภาพ

หาก iPhone ของคุณได้รับการอัปเดต iOS 15 เรียบร้อยแล้ว คุณอาจจะต้องการใช้ฟีเจอร์ยอดนิยมบางอย่างเช่น SharePlay ใน FaceTime หรือการจดจำข้อความในกล้องของคุณ ซึ่งสิ่งสำคัญที่ทำให้คุณสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นจากการฟีเจอร์ iOS 15 ก็คือการตั้งค่าการทำงานของฟีเจอร์ ดังนั้นเราจะนำคุณไปเรียนรู้เกี่ยวกับการกำหนดการตั้งค่า iOS 15 เพื่อทำให้ iPhone ของคุณทำงานได้ดียิ่งขึ้นไปอีก ดังนี้

  1. การแจ้งเตือนสายเรียกเข้าแบบเต็มหน้าจอ: เปลี่ยนการแจ้งเตือนสายเรียกเข้าแบบเต็มหน้าจอที่ดึงดูดความสนใจ ทำให้คุณไม่เกือบการรับสายให้ไปที่  การตั้งค่า > โทรศัพท์ > สายเรียกเข้า  แล้วแตะที่ ‘เต็มหน้าจอ’
  2. ปิดการครอบคลุม 5G ที่คุณไม่ต้องการ: Apple มีคุณสมบัติ Smart Data เฉพาะสำหรับโทรศัพท์ 5G เท่านั้น (iPhone 12 และ iPhone 13) ซึ่งมันจะสลับระหว่างเครือข่าย 4G LTE และ 5G โดยอัตโนมัติ แต่สวิตช์อัตโนมัตินี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้อายุการใช้งานแบตเตอรี่หมดเร็ว หากคุณไม่ต้องการให้แบตหมดเร็วให้ปิดการเชื่อมต่อ 5G โดยการไปที่ การตั้งค่า > เซลลูลาร์ > ตัวเลือกข้อมูลเซลลูลาร์ > เสียงและข้อมูล แล้วเลือก ‘LTE’ และคุณสามารถเปิด 5G อีกครั้งได้ทุกเมื่อที่ต้องการ หากคุณอยู่พื้นที่ที่ครอบคลุมสัญญาณ 5G
  3. ปลดล็อกโทรศัพท์ขณะสวมหน้ากากอนามัย: iPhone มีเทคโนโลยี Face ID ของ Apple ที่มีตัวเลือกให้คุณเปิดคุณสมบัติการปลดล็อกด้วยใบหน้า ทำให้การปลดล็อค iPhone ของคุณสะดวกสบายมากขึ้น หากคุณเป็นเจ้าของ Apple Watch ด้วยคุณจะสามารถปลดล็อกโทรศัพท์ขณะสวมหน้ากากอนามัยได้ เมื่ออุปกรณ์ทั้งสองได้รับการอัปเดต iOS 15 แล้ว โดยไปที่ การตั้งค่าบน iPhone > ตัวเลือก Face ID และใส่รหัสผ่าน > ส่วนปลดล็อกด้วย Apple Watch (คุณต้องเชื่อมต่อกับ Apple Watch เพื่อให้การตั้งค่าปรากฏ) 
  4. จัดระเบียบการแจ้งเตือนของคุณ: คุณสามารถจัดการกับการแจ้งเตือนใน iOS 15 ได้ด้วยคุณสมบัติสรุปการแจ้งเตือน โดยคุณสามารถกำหนดเวลาการแจ้งเตือนที่ไม่สำคัญในเวลาที่กำหนดของวันได้ เช่น การโทร ข้อความส่วนตัว และการแจ้งเตือนตามเวลาอื่น ๆ หากคุณต้องการลองใช้ให้ไปที่ การตั้งค่า > การแจ้งเตือน แล้วแตะที่ ‘กำหนดเวลาส่งสรุป’
  5. การตั้งค่าอีเมลหรือเว็บเบราว์เซอร์ที่คุณชื่นชอบให้เป็นค่าเริ่มต้น: เมื่อคุณแตะลิงก์หรือปุ่มสำหรับส่งอีเมล iPhone ของคุณจะเปิดเว็บเบราว์เซอร์หรือผู้ให้บริการอีเมลที่คุณเลือกโดยอัตโนมัติ แทนที่จะเป็น Safari หรือ Mail โดยการไปที่การตั้งค่า > เลือกแอปที่คุณต้องการตั้งเป็นค่าเริ่มต้น (เช่น Google Chrome, Outlook เป็นต้น) > ระบุว่า Default Mail App หรือ Default Browser App แล้วแตะที่ตัวเลือกนั้นและเลือกแอปที่คุณเลือกแทน Safari หรือ Mail 
  6. ตั้งค่าคุณสมบัติที่คุณสามารถใช้ได้เมื่อ iPhone ของคุณถูกล็อค: คุณสามารถเข้าถึงคุณสมบัติบางประการได้ ถึงแม้ iPhone ของคุณจะถูกล็อค โดยการไปที่ การตั้งค่า > Face ID & Passcode > ป้อนรหัสผ่าน > อนุญาตการเข้าถึงเมื่อถูกล็อค แล้วสลับแถบเลื่อนตามความต้องการของคุณ

Author

Suwanna Preebunpul

Suwanna Preebunpul

สวัสดีค่ะ ผู้อ่านที่น่ารักทุกท่าน นักเขียนออยนะคะ ไลฟ์สไตล์ส่วนตัว ชอบท่องเที่ยว ถ่ายรูป เขียนบทความแนวแนะนำสินค้า, เทคโนโลยี, สาระความรู้, แฟชั่น และGraphic Design ด้วยความที่ส่วนตัวชอบทำอะไรใหม่ ๆ อยู่เสมอ ในอนาคตข้างหน้าอาจจะมีงานเขียนแนวใหม่ ๆ ออกมา ยังไงก็ฝากติดตามผลงานด้วยนะคะ

Contact >> Instagram, Facebook, Line

เว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

Categories
สอนใช้

เคล็ดลับการเพิ่มพื้นที่ Google Drive ที่กำลังจะเต็มแบบง่าย ๆ

Google Drive

คุณกำลังประสบปัญหา Google Drive ใกล้เต็มแล้วใช่หรือไม่? โดยทั่วไป Google จะให้พื้นที่ว่าง 15GB ใน Google Drive สำหรับคุณ ซึ่งดูเหมือนว่าค่อนข้างเยอะเมื่อเทียบกับพื้นที่ว่าง 2GB ของ Dropbox และ 10GB ของ Box แต่สำหรับบางคนพื้นที่ว่าง 15GB อาจจะไม่เพียงพอต่อความต้องการ เพราะนอกจากไฟล์ข้อมูลต่าง ๆ แล้ว Google Drive ยังจัดเก็บทั้งบัญชี Gmail (ข้อความและไฟล์แนบ) และ Google Photos ของคุณ ทำให้พื้นที่ว่าง 15GB ใน Google Drive เต็มเร็วกว่าที่คุณคาดไว้ แต่โชคดีที่คุณสามารถเรียกคืนพื้นที่ Google Drive ที่กำลังจะเต็มได้ง่าย ๆ ด้วยเคล็ดลับการเพิ่มพื้นที่ Google Drive ด้านล่างนี้

Google Drive คืออะไร?

คุณรู้หรือไม่ว่า Google Drive คืออะไร? ซึ่งความจริงแล้ว Google Drive คือ อีกหนึ่งบริการจาก Google สำหรับเก็บข้อมูลของคุณในรูปแบบของ Cloud Storage หรือบริการจัดเก็บไฟล์ข้อมูลต่าง ๆ ไว้บนเซิร์ฟเวอร์ โดยคุณสามารถเปิดใช้งานไฟล์ข้อมูลเหล่านั้นได้ทุกที่ทุกเวลา โดย Google Drive จะมีพื้นที่ว่างให้ใช้ฟรี 15 GB ซึ่งสามารถรองรับไฟล์ได้หลายประเภท เช่น PDF, CAD/CAM, PhotoShop, Illustrator , Image, MS Office, Sound, HD Video, Multimedia เป็นต้น แถมยังสามารถแชร์ไฟล์งานกับผู้ใช้อื่นได้ทีละหลายคน แต่หากคุณรู้สึกว่าไฟล์ข้อมูลต่าง ๆ ของคุณกินพื้นที่ Google Drive มากเกินไปหรือพื้นที่ว่างใกล้จะเต็ม เราขอแนะนำให้ลองปฏิบัติตามเคล็ดลับการเพิ่มพื้นที่ Google Drive ดังนี้

Google Drive

เคล็ดลับการเพิ่มพื้นที่ Google Drive

อย่างที่เราทราบกันดี Google Drive ทำหน้าที่จัดเก็บไฟล์ข้อมูลต่าง ๆ รวมไปจนถึงบัญชี Gmail (ข้อความและไฟล์แนบ) และ Google Photos ของคุณ ภายใต้ขีดจำกัดของพื้นที่ว่าง 15 GB หากคุณกำลังประสบปัญหา Google Drive เต็ม หรือต้องการเพิ่มพื้นที่ Google Drive คุณสามารถปฏิบัติตามเคล็ดลับเหล่านี้ได้

  • ขั้นตอนที่ 1 ค้นหาปัญหา: หากคุณต้องการทราบว่าสิ่งใดที่ใช้พื้นที่บน Google Drive มากที่สุด ให้ไปที่หน้าพื้นที่เก็บข้อมูลไดรฟ์ของ Google จากนั้นหน้าจอจะปรากฏจำนวนพื้นที่เก็บข้อมูลทั้งหมดที่คุณมีตั้งแต่ Google Drive, Gmail และ Google Photos 
  • ขั้นตอนที่ 2 ทำความสะอาดไดรฟ์: เปิด Google Drive แล้วไปที่ My Drive หากคุณต้องการเห็นไฟล์ต่าง ๆ เป็นรายการให้คลิกมุมมองรายการที่มุมขวาบนของหน้าจอ จากนั้นไฟล์ Google Drive ของคุณจะจัดเรียงตามชื่อ แต่หากคุณสามารถจัดเรียงไฟล์ตามขนาดไฟล์ไปที่คลิกปุ่มจัดเรียงที่มุมขวาบน แล้วให้สังเกตที่มุมล่างซ้ายของหน้าจอ คุณจะเห็นจำนวนพื้นที่เก็บข้อมูลที่คุณใช้ ซึ่งตอนนี้โฟลเดอร์ไดรฟ์ของคุณจะถูกจัดเรียงตาม “โควต้าที่ใช้” หรือขนาดไฟล์ และคุณสามารถเริ่มลบไฟล์ที่มีขนาดใหญ่ เพื่อเพิ่มพื้นที่ว่างได้
Google Drive

เมื่อคุณลบไฟล์ออกจากไดรฟ์แล้ว คุณจะต้องล้างโฟลเดอร์ถังขยะด้วย โดยการคลิกไปที่ ‘ถังขยะ’ แล้วเลือกไฟล์ที่ต้องการลบอย่างถาวร และคลิกขวา แล้วเลือก ‘ลบอย่างถาวร’แต่หากคุณมีไฟล์ PDF ที่ไม่ต้องการลบ คุณสามารถบันทึกและเพิ่มพื้นที่ว่างได้โดยการแปลงไฟล์เป็น Google ชีตหรือสไลด์ ขึ้นอยู่กับไฟล์ โดยให้คลิกขวาที่ไฟล์ PDF แล้ววางเมาส์ที่ Open with และเลือก Google Docs จากแถบเมนู จากนั้น Google จะสร้างเอกสารที่มีชื่อเดียวกับไฟล์ PDF และคุณสามารถลบไฟล์ PDF เก่าได้ 

  • ขั้นตอนที่ 3 ลบรูปภาพใน Google Photos ของคุณ: ขั้นแรกไปที่หน้า Google Photos แล้วคลิก ‘Photos’ เพื่อดูรูปภาพทั้งหมดของคุณ หากต้องการลบรูปภาพ ให้วางเมาส์ที่รูปภาพแล้วคลิกที่ช่องทำเครื่องหมาย จากนั้นคลิกที่ไอคอนถังขยะมุมขวาบน เพื่อลบรูปภาพ แต่หากไม่ต้องการลบรูปภาพ คุณสามารถจัดการกับคุณภาพของรูปภาพที่กินพื้นที่ Google Drive ได้ โดยการไปคลิกที่ไอคอนการตั้งค่า > เลือกฟีเจอร์ประหยัดพื้นที่เก็บข้อมูล เพียงเท่านี้ก็จะรูปภาพคุณภาพสูงมีขนาดเล็กกว่าความละเอียดดั้งเดิมที่ถ่ายโดยโทรศัพท์ของคุณ ทำให้ไม่กินพื้นที่ในไดรฟ์ได้

ไฮโลไทย

Categories
News สอนใช้ แนะนำแอปฯ

Instagram เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ที่จะช่วยให้คุณสามารถดูและกู้คืนโพสต์ที่ถูกลบในแอปได้ 

Instagram

ล่าสุด Instagram ได้เปิดตัวฟีเจอร์ “ลบล่าสุด”ที่จำเป็นต่อผู้ใช้อย่างมาก เนื่องจากฟีเจอร์นี้จะช่วยให้คุณสามารถกลับไปดูหรือกู้คืนโพสต์ที่ถูกลบล่าสุดในแอปพลิเคชันได้ ซึ่งคุณลักษณะนี้รองรับการใช้งานในโทรศัพท์ทั้งระบบ Android และ iOS ดังนั้นทุกคนจึงมีโอกาสที่จะสามารถเข้าถึงคุณลักษณะนี้ได้ 

Instagram เป็นแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย สำหรับการแชร์รูปภาพ/วิดีโอที่คนรุ่นใหม่ชื่นชอบและกำลังได้รับความนิยมอย่างมาก มีการเติบโตอย่างแข็งแกร่งด้วยผู้ใช้งาน 1 พันล้านรายต่อเดือน ซึ่งจุดเด่นที่ทำให้แอป Instagram เติบโตอย่างต่อเนื่อง คือการให้บริการตามวัตถุประสงค์ของการตลาดด้วยเนื้อหาภาพ และองค์กรต่าง ๆ ก็ใช้ประโยชน์จาก Instagram เพื่อกำหนดกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม เราเชื่อว่าสถานการณ์ทั่วไปที่ผู้ใช้ส่วนใหญ่เผชิญคงจะเป็นการกู้คืนรูปภาพ Instagram ที่สูญหายหรือไม่? หากคุณเผลอลบรูปภาพหรือวิดีโอ Instagram ของคุณโดยไม่ได้ตั้งใจ หรือบางครั้งแฮกเกอร์อาจจะทำการลบเนื้อหาของคุณเมื่อพวกเขาเหล่านั้นสามารถเข้าถึงบัญชีของคุณ และจนถึงตอนนั้นคุณจะไม่มีทางกู้คืนรูปภาพและวิดีโอกลับคืนมาได้ง่าย ๆ อย่างแน่นอน แล้วคุณจะกู้คืนได้อย่างไร? 

Instagram เผยว่าฟีเจอร์ “ลบล่าสุด” จะช่วยให้คุณจัดการกับเนื้อหาบน Instagram ของคุณได้ง่าย ๆ และเราเชื่อว่าสิ่งนี้คือสิ่งที่ผู้ใช้หลายคนต้องการ ซึ่งนี่เป็นครั้งแรกที่คุณสามารถตรวจสอบและกู้คืนเนื้อหาที่ถูกลบในแอป Instagram ของคุณได้ นอกจากนี้ Instagram ยังเพิ่มการป้องกันเพื่อช่วยป้องกันแฮกเกอร์ไม่ให้บุกรุกบัญชีของคุณและลบโพสต์ที่คุณแชร์ ซึ่งบทความนี้ได้เราจะให้คำแนะนำทีละขั้นตอนสำหรับการกู้คืนรูปภาพหรือวิดีโอบน Instagram ของคุณที่สูญหายหรือถูกลบ

Instagram

วิธีกู้คืนรูปภาพและวิดีโอ Instagram ที่ถูกลบหรือสูญหาย 

สำหรับผู้ใช้งาน Instagram ตอนนี้คุณสามารถลบหรือ กู้คืนรูปภาพและวิดีโอ บน Instagram ของคุณอย่างถาวรได้อย่างง่ายดายจากโฟลเดอร์ที่เพิ่งลบล่าสุดไม่ว่าจะเป็น รูปภาพ, วิดีโอ, วิดีโอ IGTV และเรื่องราวทั้งหมดที่คุณเลือกลบออกจากฟีดของคุณ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะถูกย้ายไปยังโฟลเดอร์ที่เพิ่งลบล่าสุด เพื่อให้คุณสามารถเข้าถึงเนื้อหาที่ถูกลบได้ในภายหลัง โดยมีขั้นตอนได้กู้คืนง่าย ๆ ดังนี้

  1. ติดตั้งหรืออัปเดต Instagram เวอร์ชันล่าสุดจาก Google Play หรือ App Store 
  2. เปิดแอป Instagram แล้วไปที่หน้าโปรไฟล์ส่วนตัวของคุณ
  3. แตะเมนูเส้นสามขีดที่มุมขวาบนและแตะไปที่เมนูการตั้งค่า 
  4. แตะไปที่มนูบัญชี จากนั้นเลื่อนหาเมนู “ลบล่าสุด” แล้วแตะมัน
  5. เนื้อหาที่ถูกลบล่าสุดของคุณจะแสดงบนหน้าจอโดยด้านซ้ายจะเป็นโพสต์ที่ถูกลบ และด้านขวาจะเป็นสตอรี่ที่ถูกลบ
  6. แตะที่โพสต์ที่คุณต้องการกู้คืน จากนั้นแตะที่ไอคอนสามจุดที่ด้านบนขวา แล้วแตะกู้คืน หากต้องการกู้คืนสตอรี่ให้แตะที่สตอรี่ที่คุณต้องการกู้คืน จากนั้นแตะที่ไอคอนสามจุดที่ด้านล่างขวา แล้วแตะกู้คืน นอกจากนี้คุณสามารถลบโพสต์อย่างถาวรได้ เพียงแค่แตะไปที่ลบ
  7. เพียงเท่านี้โพสต์/สตอรี่บน Instagram ที่ถูกลบของคุณก็จะถูกกู้คืน
Instagram

สิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับการกู้คืนรูปภาพ/วิดีโอ

อย่างไรก็ตาม คุณลักษณะกู้คืนเนื้อหาลบล่าสุดของ Instagram นี้มีของจำกัดที่คุณควรทราบคือ รูปภาพ วิดีโอ ม้วนฟิล์ม วิดีโอ IGTV และเรื่องราวที่คุณเลือกลบจะถูกลบออกจากบัญชีของคุณทันที และจะถูกย้ายไปยังโฟลเดอร์ที่เพิ่งลบล่าสุด ส่วนสตอรี่ Instagram ที่ถูกลบและไม่ได้อยู่ในไฟล์เก็บถาวรของคุณแต่จะอยู่ในโฟลเดอร์นานถึง 24 ชั่วโมง หากคุณไม่ทำการกู้คืน มันจะถูกลบโดยอัตโนมัติใน 30 วันต่อมา 

แล้วไฟล์เก็บถาวรอะไร? Instagram เปิดตัวฟีเจอร์ “เก็บโพสต์ถาวร” ในปี 2560 ซึ่งมันจะอนุญาตให้ผู้ใช้สามารถซ่อนรูปภาพและเรื่องราวไม่ให้คนอื่นเห็นได้ และยังช่วยให้สามารถกู้คืนรูปภาพที่ ‘ลบ’ จากอัลบั้มเก็บถาวรได้ด้วยการคลิกเพียงครั้งเดียว ความจริงแล้วมันคือที่จัดเก็บรูปภาพของคุณชั่วคราว หากคุณลบสิ่งใดออกจากโฟลเดอร์เก็บถาวรก็จะไม่สามารถรับประกันการกู้คืนรูปภาพของคุณได้ ดังนั้นคุณควรตรวจสอบในอัลบั้มเก็บถาวรสำหรับการกู้คืนเสียก่อน

Suwanna Preebunpul

Suwanna Preebunpul

สวัสดีค่ะ ผู้อ่านที่น่ารักทุกท่าน นักเขียนออยนะคะ ไลฟ์สไตล์ส่วนตัว ชอบท่องเที่ยว ถ่ายรูป เขียนบทความแนวแนะนำสินค้า, เทคโนโลยี, สาระความรู้, แฟชั่น และGraphic Design ด้วยความที่ส่วนตัวชอบทำอะไรใหม่ ๆ อยู่เสมอ ในอนาคตข้างหน้าอาจจะมีงานเขียนแนวใหม่ ๆ ออกมา ยังไงก็ฝากติดตามผลงานด้วยนะคะ

Contact >> Instagram, Facebook, Line

เว็บตรงฝากถอนไม่มีขั้นต่ำ

Categories
สอนใช้

วิธีตามหา iPhone ของคุณ กรณีสูญหาย/ถูกขโมย ด้วยฟีเจอร์ Find My iPhone ของ Apple

iPhone

คุณเคยทำโทรศัพท์ iPhone หายหรือไม่? ที่เราต้องตั้งคำถามแบบนี้ เพราะสมัยนี้ต้องยอมรับเลยว่าโทรศัพท์เป็นพื้นที่จัดเก็บข้อมูลส่วนตัวที่สำคัญสำหรับใครหลายคน ๆ เช่น รูปภาพ รายชื่อเบอร์โทรศัพท์ส่วนตัว ข้อความสำคัญ ตารางงาน ไปจนถึงเอกสารลับเกี่ยวกับองค์กร หรือธุรกิจของคุณ หากโทรศัพท์ของคุณหายหรือถูกขโมย มันคงกลายเป็นฝันร้ายหรือทำให้คุณเกิดความกังวลอย่างหนัก เพราะนั่นหมายความว่าข้อมูลส่วนตัวของคุณอาจจะไม่ปลอดภัยอีกต่อไป เผลอ ๆ อาจก่อให้เกิดความเสียหายที่ไม่สามารถประเมินค่าได้ 

สำหรับใครที่ใช้ iPhone แล้วไม่ทราบวิธีค้นหาหรือลบข้อมูลก่อนที่ iPhone ของคุณจะตกไปอยู่ในมือของบุคคลที่ไม่หวังดี วันนี้เราก็มีอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยให้คุณตามหา iPhone ของคุณได้ง่าย ๆ เพียงแค่ใช้ฟีเจอร์ Find My iPhone ของ Apple ซึ่งขอบอกเลยว่าฟีเจอร์นี้ใช้งานง่ายมาก ๆ แถมยังมีประโยชน์ในกรณีที่ iPhone ของคุณสูญหาย หรือถูกขโมย ช่วยให้คุณสามารถดูตำแหน่งของ iPhone ด้วยเสียงบนโทรศัพท์เพื่อช่วยให้คุณค้นหาหรือเตือนผู้อื่นที่อยู่ใกล้เคียงได้ ที่สำคัญยังสามารถทำเครื่องหมายระบุว่า iPhone ได้สูญหายแล้วทำการล็อกเครื่องจากระยะไกลเพื่อปกป้องข้อมูลส่วนตัว และถ้าเกิดเหตุจำเป็นอาจจะต้องลบข้อมูลทั้งหมดบน iPhone ของคุณ หากคุณต้องการเปิดใช้งานฟังก์ชันทั้งหมดนี้ สิ่งแรกที่คุณต้องทำเลยคือการเปิดใช้งานฟีเจอร์ Find My iPhone บน iPhone ของคุณก่อน

วิธีการเปิดใช้งานฟีเจอร์ Find My iPhone สำหรับค้นหา iPhone ของคุณ

Apple ได้แนะนำแอป Find My ครั้งแรกใน iOS 13 สำหรับผู้ใช้โทรศัพท์ iPhone โดยจุดเด่นที่ทำให้แอป Find My เป็นที่น่าสนใจคือการรวมตัวกันระหว่างฟีเจอร์ Find My iPhone กับ Find My Friends ให้มาอยู่ในแอปพลิเคชันเดียวกัน และรองรับการทำงานบนอุปกรณ์ iPhone, iPad, Mac รวมถึงบนเว็บไซต์ด้วย หากคุณต้องการเปิดฟีเจอร์ Find My iPhone เพื่อค้นหาตำแหน่ง iPhone ของคุณ สามารถทำตามขั้นตามด้านล่างได้ง่าย ๆ ดังนี้

iPhone

วิธีเปิดใช้งานฟีเจอร์ Find My iPhone 

  1. ไปที่การตั้งค่าบน iPhone ของคุณ
  2. แตะที่เมนู Apple ID ซึ่งจะเป็นตัวเลือกแรกที่คุณจะเห็นในหน้าจอการตั้งค่า จากนั้นเลื่อนลงหาตัวเลือก “ค้นหาของฉัน”
  3. แตะที่ที่ตัวเลือก “ค้นหา iPhone ของคุณ” จากนั้นหน้าจอจะปรากฏตัวเลือก 3 ตัวเลือก คือค้นหา iPhone ของฉัน , ค้นหาเครือข่ายของฉัน และส่งตำแหน่งที่ตั้งล่าสุด (ระบบจะส่งตำแหน่งที่ตั้งของ iPhone ของคุณไปที่ Apple โดยอัตโนมัติเมื่อแบตเตอรี่เหลือน้อยมาก) ให้คุณทำการกดเปิดให้งานให้หมด
  4. เมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว คุณก็จะสามารถค้นหา iPhone ของคุณในกรณีที่สูญหาย หรือถูกขโมยได้ และสามารถลบข้อมูลทั้งหมดบน iPhone ของคุณได้โดยการลงชื่อเข้าใช้งาน icloud.com/find

วิธีดูตำแหน่ง iPhone ที่สูญหายบนแผนที่

  1. เข้าลิงก์ icloud.com/find แล้วลงชื่อเข้าใช้ด้วย Apple ID เมื่อระบุรหัสผ่านเบราว์เซอร์เรียบร้อยแล้ว ระบบจะเริ่มค้นหา iPhone ของคุณโดยอัตโนมัติ
  2. ภายในไม่กี่วินาที ตำแหน่งของ iPhone ของคุณจะปรากฏในแผนที่บนหน้าจอ
  3. หากพบว่าอุปกรณ์อยู่ในพื้นที่ที่ไม่รู้จัก เราขอแนะนำให้คุณอย่าพยายามกู้คืน iPhone ของคุณ แต่ให้ไปติดต่อกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งอาจจะขอหมายเลขซีเรียลหรือรหัส IMEI ของอุปกรณ์ของคุณได้ 
iPhone

วิธีการเปิดเสียงบน iPhone เมื่อสูญหาย

  1. ต่อจากวิธีดูตำแหน่ง iPhone ที่สูญหายบนแผนที่ เมื่อคุณรู้ตำแหน่งโทรศัพท์ของคุณแล้ว คุณจะสามารถเห็นอุปกรณ์ทั้งหมดได้ที่ด้านบนของแผนที่ แล้วคลิกเลือก “iPhone ของคุณ”
  2. ให้เลือกรุ่น iPhone ของคุณที่สูญหาย จากนั้นหน้าจอจะปรากฏกล่องข้อมูลที่แสดงรูปภาพ iPhone ของคุณ ชื่อโทรศัพท์ แบตเตอรี่ที่เหลืออยู่ ฯลฯ
  3. ให้ คลิกที่ส่งเสียง สิ่งนี้จะทำให้ iPhone ของคุณสั่นและส่งเสียงบี๊บดังขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าโทรศัพท์ของคุณจะอยู่ในโหมดปิดเสียงหรือไม่ก็ตาม คุณสมบัตินี้มีประโยชน์อย่างมาก ในกรณีที่คุณวาง iPhone ของคุณผิดที่ในห้องหรือสถานที่ใกล้เคียงทำให้หา iPhone ไม่เจอ คุณสามารถติดตามเสียงปิ๊บและค้นหาได้ง่าย ๆ และเสียงจะหยุดเมื่อคุณปลดล็อกโทรศัพท์

วิธีการลบข้อมูลบน iPhone ของคุณ กรณีที่ไม่สามารถตามกลับมาได้

หากคุณค้นหาตำแหน่งที่ตั้ง iPhone ของคุณได้แล้ว แต่มีเหตุที่ไม่สามารถตามกลับคืนมาได้ เราขอแนะนำให้คุณรีบทำการ ลบข้อมูลทั้งหมดบน iPhone ของคุณ เพื่อไม่ให้ข้อมูลส่วนตัวของคุณรั่วไหล โดยสามารถทำตามขั้นตอนง่าย ๆ ดังนี้

วิธีลบข้อมูลทั้งหมดบน iPhone ของคุณ

  1. เมื่อคุณรู้ตำแหน่งโทรศัพท์ของคุณจาก icloud.com/find แล้ว ให้เลือกรุ่น iPhone ของคุณที่สูญหายจากด้านบนของแผนที่ จากนั้นหน้าจอจะปรากฏกล่องข้อมูลที่แสดงรูปภาพ iPhone ของคุณ ชื่อโทรศัพท์ แบตเตอรี่ที่เหลืออยู่ ฯลฯ แล้วให้คลิกที่ปุ่ม “ลบ iPhone”
  2. จากนั้นหน้าจอจะปรากฏข้อความป๊อปอัปที่ขอให้คุณยืนยัน โปรดทราบว่าการอนุญาตนี้จะลบเนื้อหาและการตั้งค่าทั้งหมดออกจาก iPhone ของคุณ แต่คุณควรทราบว่าคุณจะไม่สามารถติดตามหรือระบุ iPhone ที่ถูกลบได้ จากนั้นคุณคลิกที่ลบ เพียงเท่านี้ข้อมูลทั้งหมดบน iPhone ของคุณจะถูกลบทิ้งทั้งหมด
Suwanna Preebunpul

Suwanna Preebunpul

สวัสดีค่ะ ผู้อ่านที่น่ารักทุกท่าน นักเขียนออยนะคะ ไลฟ์สไตล์ส่วนตัว ชอบท่องเที่ยว ถ่ายรูป เขียนบทความแนวแนะนำสินค้า, เทคโนโลยี, สาระความรู้, แฟชั่น และGraphic Design ด้วยความที่ส่วนตัวชอบทำอะไรใหม่ ๆ อยู่เสมอ ในอนาคตข้างหน้าอาจจะมีงานเขียนแนวใหม่ ๆ ออกมา ยังไงก็ฝากติดตามผลงานด้วยนะคะ

Contact >> Instagram, Facebook, Line

สล็อต เว็บตรง ฝากถอน ไม่มี ขั้นต่ำ

Categories
วิธีดูแลรักษา สอนใช้

วิธีแก้ปัญหาโทรศัพท์ Xiaomi Mi 11 แบตเตอรี่หมดเร็วและช่วยยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่ 

Xiaomi Mi 11

คุณภาพของแบตเตอรี่โทรศัพท์ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อของคุณ ซึ่งแน่นอนว่าในปัจจุบันสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ ๆ จะใส่ความจุแบตเตอรี่มาให้อย่างจัดเต็ม โทรศัพท์ Xiaomi Mi 11 ก็เป็นอีกหนึ่งสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดจากแบรนด์ Xiaomi ที่ให้ความจุแบตเตอรี่มากถึง 4600 mAh แต่ถึงอย่างไรก็ตาม คุณอาจสังเกตเห็นว่าแบตเตอรี่ในโทรศัพท์ Xiaomi Mi 11 ของคุณหมดเร็วเกินไป ซึ่งปัญหานี้อาจเกิดจากหน้าจอ AMOLED 120hz อันทรงพลัง, วิดีโอ 8K, ชิป 5G และคุณสมบัติอื่น ๆ ที่มาพร้อมกับโทรศัพท์ Xiaomi Mi 11 แต่อย่าเพิ่งตกใจไป เพราะปัญหาแบตเตอรี่หมดเร็วอาจแก้ไขได้ด้วยเคล็ดลับง่าย ๆ ในบทความนี้ เราจะแนะนำเคล็ดลับการประหยัดแบตเตอรี่ที่มีประสิทธิภาพที่อาจช่วยปรับปรุงอายุการใช้งานแบตเตอรี่ใน Xiaomi Mi 11 ของคุณ 

วิธีแก้ปัญหาโทรศัพท์ Xiaomi Mi 11 แบตเตอรี่หมดเร็ว

คุณพบว่าโทรศัพท์ Xiaomi Mi 11 ของคุณมีปัญหา แบตเตอรี่หมดเร็ว หรือไม่? โทรศัพท์ Xiaomi Mi 11 ถือเป็นอีกหนึ่งโทรศัพท์ที่มีคุณสมบัติที่มากมาย ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้ รวมถึงพฤติกรรมการใช้งานของคุณ อาจส่งผลทำให้อายุการใช้งานแบตเตอรี่ลดลง แต่ปัญหานี้สามารถแก้ไขได้ด้วยเคล็ดลับง่าย ๆ ดังนี้

Xiaomi Mi 11

1. ตรวจสอบแอปพลิเคชันที่ใช้แบตเตอรี่มากที่สุด 

สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดสำหรับปัญหาแบตเตอรี่ในโทรศัพท์ Xiaomi Mi 11 หมดเร็ว คือการใช้งานแอป เนื่องจากแอปบางตัวใช้แบตเตอรี่มากจนทำให้แบตหมดเร็วกว่าที่ควร เราแนะนำให้ลบแอปนั้นออกเพื่อลดการสิ้นเปลืองแบตเตอรี่ โดยทำตามขั้นตอนดังนี้ 

  • ไปที่ “การตั้งค่า”
  • แตะที่ “แบตเตอรี่และประสิทธิภาพ”
  • แตะที่ “สถิติการใช้แบตเตอรี่” จากนั้นหน้าจอจะแสดงรายการแอปโดยละเอียดและการใช้งานแบตเตอรี่ หากคุณสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติในการใช้งานแบตเตอรี่ คุณสามารถเลือกที่จะเพิ่มประสิทธิภาพแอป จำกัดกิจกรรมในพื้นหลังเพื่อจำกัดการใช้แบตเตอรี่ได้

2. ลบแอปที่คุณไม่ค่อยได้ใช้งาน

หากคุณมีแอปบนโทรศัพท์ Xiaomi Mi 11 ที่ไม่ได้ใช้งานเป็นเวลานาน เราขอแนะนำให้ ลบแอป นั้นทิ้ง เนื่องจากแอปเหล่านั้นบางตัวมักทำงานในพื้นหลัง โดยเฉพาะแอปที่ใช้ข้อมูลมือถือและจะทำให้แบตเตอรี่หมด คุณสามารถลบแอปเหล่านั้นได้ โดยทำตามขั้นตอนดังนี้

  • ไปที่ “การตั้งค่า”
  • แตะที่ “แอป”
  • แตะที่ “จัดการแอป”
  • แตะที่ “ไอคอนถอนการติดตั้ง” ที่ด้านบนซ้าย
  • เลือกแอปที่คุณต้องการลบแล้วแตะที่ปุ่ม “ถอนการติดตั้ง” ที่ด้านล่างของหน้าจอ
  • แตะที่ “ตกลง” เพื่อยืนยันการถอนการติดตั้ง

3. เปิดโหมดประหยัดแบตเตอรี่

โหมดประหยัดแบตเตอรี่บนโทรศัพท์ Xiaomi Mi 11 จะช่วยให้คุณยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่ของโทรศัพท์ได้โดยการปิดหรือจำกัดกิจกรรมพื้นหลังบางอย่าง, เอฟเฟกต์ภาพ และคุณสมบัติอื่น ๆ ที่อาจใช้พลังงานมากขึ้น หากคุณต้องการเปิดโหมดประหยัดพลังงาน ให้ทำตามขั้นตอนดังนี้

  • ไปที่ “การตั้งค่า”
  • แตะที่ “แบตเตอรี่และประสิทธิภาพ”
  • แตะที่ “ประหยัดแบตเตอรี่” และสลับเป็น “เปิด”
  • แตะที่ “ประหยัดแบตเตอรี่อัลตร้า” และสลับ “เปิด” สำหรับการประหยัดแบตเตอรี่มากขึ้น

4. จำกัดกิจกรรมแอปพื้นหลัง

คุณรู้หรือไม่ว่าแอปพลิเคชันบางตัวบนโทรศัพท์ Xiaomi Mi 11 จะยังคงทำงานในพื้นหลัง แม้ว่าคุณไม่ได้ใช้งานอยู่ ซึ่งอาจทำให้แบตเตอรี่หมดเร็ว เราแนะนำให้ลองจำกัดกิจกรรมพื้นหลังสำหรับแอปเพื่อ ประหยัดแบตเตอรี่ โดยทำตามขั้นตอนดังนี้

  • ไปที่ “การตั้งค่า”
  • แตะที่ “แบตเตอรี่และประสิทธิภาพ”
  • แตะที่ “แอปประหยัดแบตเตอรี่”
  • แตะที่แอปที่คุณต้องการจำกัดกิจกรรมพื้นหลัง
  • จากนั้นแตะที่ “จำกัดกิจกรรมพื้นหลัง” แล้วแตะที่ “ตกลง” เพื่อยืนยันการจำกัดกิจกรรมพื้นหลัง

5. ปิด Location, WiFi & Bluetooth Scanning เมื่อไม่ได้ใช้งาน

บริการเหล่านี้บนโทรศัพท์ Xiaomi Mi 11 เมื่อเปิดใช้งานจะมีการตรวจสอบการเชื่อมต่อที่สิ้นเปลืองพลังงานและอาจทำให้อายุการใช้งานแบตเตอรี่ ลดลง หากต้องการปิด ให้ปัดหน้าจอลงเพื่อแสดงแผงการตั้งค่าด่วนแล้วแตะไอคอนที่เกี่ยวข้องเพื่อปิดใช้งาน หรือทำตามขั้นตอนดังนี้ 

  • ไปที่ “การตั้งค่า”
  • แตะที่ “ตำแหน่ง”
  • แตะที่ “การเข้าถึงตำแหน่ง” และสลับ “ปิด”
  • แตะที่ Wi-Fi และบลูทูธ และสลับ “ปิด”บริการทั้งสอง 

6. ลดอัตราการรีเฟรชหน้าจอ

Xiaomi Mi 11 รองรับอัตราการ รีเฟรชหน้าจอ สูงถึง 120Hz พร้อมกับให้ประสบการณ์การรับชมที่ราบรื่นยิ่งขึ้น แต่สิ่งนี้ต้องแลกมาด้วยอายุการใช้งานแบตเตอรี่ที่ลดลง เราแนะนำให้ลองลดขนาดลงเพื่อลดอัตราการรีเฟรชเพื่อประหยัดแบตเตอรี่ โดยทำตามขั้นตอนดังนี้

  • ไปที่ “การตั้งค่า”
  • แตะที่ “จอแสดงผล”
  • แตะที่ “อัตราการรีเฟรช”
  • เลือกอัตราการรีเฟรชที่มีอยู่ตามความต้องการของคุณ 

7. เปิดใช้งานโหมดมืด 

คุณสามารถเปิดใช้งานโหมดมืดบนโทรศัพท์มือถือ Xiaomi Mi 11 ของคุณได้เพื่อลดการสิ้นเปลืองแบตเตอรี่ เนื่องจากการที่จอแสดงผลมีความมืดกว่าปกติจะการใช้งานแบตเตอรี่น้อยลง ช่วยยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่ หากคุณต้องการ เปิดใช้งานโหมดมืด ให้ทำตามขั้นตอนดังนี้

  • ไปที่ “การตั้งค่า”
  • แตะที่ “จอแสดงผล”
  • แตะที่ “โหมดมืด” แล้วสลับเป็น “เปิด”

8. จำกัดการแจ้งเตือนแอป

หากคุณได้รับการแจ้งเตือนบนโทรศัพท์ Xiaomi Mi 11 จำนวนมาก การแจ้งเตือนเหล่านั้นอาจส่งผลต่อปัญหาแบตเตอรี่ของคุณ เราแนะนำให้ ปิดการแจ้งเตือนแอป โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับแอปที่ส่งการแจ้งเตือนอย่างต่อเนื่องซึ่งไม่สำคัญ โดยทำตามขั้นตอนดังนี้

  • แตะค้างที่ไอคอนแอปที่คุณต้องการปิดการแจ้งเตือน
  • คลิกถัดไปที่ “ข้อมูลแอป”
  • จากนั้นแตะที่ “การแจ้งเตือน”
  • จากนั้นแตะที่ “แสดงการแจ้งเตือน” และสลับเป็น “ปิด”
Suwanna Preebunpul

Suwanna Preebunpul

สวัสดีค่ะ ผู้อ่านที่น่ารักทุกท่าน นักเขียนออยนะคะ ไลฟ์สไตล์ส่วนตัว ชอบท่องเที่ยว ถ่ายรูป เขียนบทความแนวแนะนำสินค้า, เทคโนโลยี,สาระความรู้, แฟชั่น และGraphic Design ด้วยความที่ส่วนตัวชอบทำอะไรใหม่ ๆ อยู่เสมอ ในอนาคตข้างหน้าอาจจะมีงานเขียนแนวใหม่ ๆ ออกมา ยังไงก็ฝากติดตามผลงานด้วยนะคะ

Contact >> Instagram, Facebook, Line

คาสิโนออนไลน์ฝากถอนไม่มีขั้นต่ํา

Categories
วิธีดูแลรักษา สอนใช้

วิธีแก้ปัญหาโทรศัพท์ Vivo ทำงานช้าเกินไป ให้กลับมาเร็วแรงเหมือนใหม่

Vivo

หากถามว่าสมาร์ทโฟนแบรนด์ไหนที่ครองตลาดสมาร์ทโฟนในประเทศไทย? ถ้าเป็นเมื่อก่อนหลายคนคงจะนึกถึงอยู่เพียง 2 แบรนด์ นั่นคือ Apple และ Samsung แต่ในปัจจุบันได้มีการเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ ๆ มากมาย รวมถึง Vivo แบรนด์สมาร์ทโฟนอีกหนึ่งแบรนด์ที่ได้รับความนิยมอย่างมากทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศ ด้วยดีไซน์การออกแบบที่มีความเรียบง่าย และดูหรูหราเมื่ออยู่ในมือของคุณ พร้อมทั้งมีสีสันที่สวยงาม ใส่สเปกมาให้แบบจัดเต็มมาพร้อมกับฟังก์ชันการใช้งานที่ครบถ้วนเช่นเดียวกับอุปกรณ์ Android อื่น ๆ ในตลาด แต่อย่างไรก็ตามสมาร์ทโฟน Vivo ก็ยังมีปัญหาบางอย่างที่ผู้ใช้งานหลายคนร้องเรียนและต้องการวิธีแก้ไข ซึ่งปัญหาหนึ่งในนั้นก็คือ โทรศัพท์ทำงานช้าเกินไป ดังนั้นในบทความนี้ เราจะพูดถึงวิธีการแก้ปัญหาโทรศัพท์ Vivo ทำงานช้าเกินไป ให้กลับมาใช้งานได้เหมือนของใหม่แกะกล่อง

Vivo

วิธีการแก้ปัญหาโทรศัพท์ Vivo ทำงานช้าขณะใช้งาน 

คุณเคยหรือไม่? เล่นเกมในสมาร์ทโฟน Vivo อยู่ดี ๆ แล้วเครื่อง ทำงานช้า ซึ่งเป็นปัญหาด้านประสิทธิภาพที่อาจเกิดขึ้นกับใครหลาย ๆ คน โดยปัญหานี้อาจเกิดจากแอปพื้นหลังบางแอปที่ทำให้โปรเซสเซอร์ของคุณทำงานหนักเกินไป ส่งผลให้พื้นที่แรมของโทรศัพท์ถูกใช้ไปโดยที่คุณไม่รู้ตัว สำหรับการแก้แก้ปัญหาโทรศัพท์ วีโว่ ทำงานช้าให้กลับมาราบรื่นเหมือนใหม่ สิ่งแรกที่คุณสามารถทำได้คือการบังคับให้โทรศัพท์รีสตาร์ท แต่หากไม่ได้ผลให้ลอง Recovery นอกจากนี้คุณควรทราบว่าโทรศัพท์ที่ใช้ระบบ Android 8 และเวอร์ชันที่สูงกว่าขึ้นไปจะไม่สามารถดาวน์เกรดเพื่อใช้เวอร์ชันที่ต่ำกว่าได้ ซึ่งคุณสามารถตรวจสอบเวอร์ชันปัจจุบันของคุณได้โดยการไปที่ การตั้งค่า > การอัปเดตระบบ เพียงเท่านี้คุณก็จะรู้แล้วว่าโทรศัพท์ของคุณใช้ Android เวอร์ชันไหน 

วิธีการบังคับให้โทรศัพท์รีสตาร์ท

  1. การบังคับให้โทรศัพท์รีสตาร์ทให้ไปที่กดปุ่มพาวเวอร์พร้อมกับกดปุ่มลดเสียงค้างไว้ 30 วินาที เพื่อบังคับให้โทรศัพท์รีสตาร์ท
  2. สำหรับโทรศัพท์ที่ไม่ใช่รูปแบบเต็มหน้าจอ ให้กดปุ่มพาวเวอร์ค้างไว้ 30 วินาที ก็จะสามารถบังคับโทรศัพท์ให้รีสตาร์ทได้แล้ว

วิธีการ Recovery สำหรับโทรศัพท์ Vivo Fullview Display

  1. ก่อนอื่นให้ทำการปิดโทรศัพท์ของคุณ จากนั้นกดปุ่มเปิด/ปิดและปุ่มเพิ่มระดับเสียงค้างไว้พร้อมกัน จนกว่าหน้าจอจะปรากฏโลโก้ vivo เพื่อเข้าสู่โหมด Fastboot จากนั้นเลือกโหมดการกู้คืน (Recovery mode) โดยใช้ปุ่มลดระดับเสียงและกดเข้าโดยปุ่มเปิด/ปิด
  2. แตะล้างข้อมูล (Wipe data) > ล้างข้อมูล (Wipe data) > ป้อนรหัสผ่านของหน้าจอล็อกจากนั้นเลือก Reboot system เพื่อรีบูตโทรศัพท์ของคุณ

วิธีการ Recovery สำหรับโทรศัพท์ Vivo ที่มีหน้าจอแสดงผลอัตราส่วน 16:9

  1. ปิดเครื่องโทรศัพท์ของคุณ จากนั้นกดปุ่มเปิด/ปิดและปุ่มเพิ่มระดับเสียงค้างไว้พร้อมกัน จนกระทั่งหน้าจอจะปรากฏโลโก้ vivo เพื่อเข้าสู่โหมดการกู้คืน (Recovery mode)
  2. จากนั้นแตะล้างข้อมูล (Wipe data) > ล้างข้อมูล (Wipe data) > ล้างข้อมูล (Wipe data) จากนั้นเลือก Reboot system เพื่อรีบูตเครื่องโทรศัพท์ของคุณ (สำหรับ Funtouch OS 2.0 และรุ่นที่เวอร์ชันต่ำกว่า) เลือกโหมดการกู้คืน (Recovery mode) โดยใช้ปุ่มลดระดับเสียงและกดเข้าโดยปุ่มเปิด/ปิด หลังจากนั้นเลือกล้างข้อมูล (Wipe data) รีเซ็ตเป็นค่าเริ่มต้น (Factory reset) > ล้างข้อมูล (Wipe data) > ล้างข้อมูล (Wipe data) แล้วเลือกรีบูตระบบเดี๋ยวนี้เพื่อรีบูตเครื่องใหม่

คุณควรทราบว่าขั้นตอนการ Recovery นี้จะเป็นการล้างข้อมูลภายในโทรศัพท์ของคุณ เช่น รายชื่อผู้ติดต่อ ข้อความ เป็นต้น ดังนั้นคุณควรทำการสำรองข้อมูลที่สำคัญของคุณไว้ก่อนและตรวจสอบให้แน่ใจว่าโทรศัพท์ของคุณมีปริมาณแบตเตอรี่ที่เพียงพอประมาณ 30% ขึ้นไป

Vivo

วิธีการแก้ปัญหาโทรศัพท์ทำงานช้าในขณะเล่นเกม

สำหรับผู้ใช้งานที่ชื่นชอบเล่นเกมบนโทรศัพท์ Vivo แล้วเคยประสบปัญหา เล่นเกม อยู่ดี ๆ แล้วเครื่องโทรศัพท์มือถือเกิดอาการช้า หรือค้างบ่อยให้คุณลองทำตามวิธีดังต่อไปนี้

  • ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเกมที่คุณเล่นถูกสร้างขึ้นอย่างเป็นทางการ และดาวน์โหลดมาจาก Play Store หรือ V-Appstor
  • หากคุณกำลังเล่นเกมออนไลน์ โปรดตรวจสอบให้แน่ใจว่าความเร็วของเครือข่ายมีความแรงและเสถียรดีหรือไม่
  • ปิดแอปที่กำลังทำงานเบื้องหลังอยู่ทั้งหมดก่อนเริ่มเล่นเกม
  • ลองเข้าไปที่ i Manager > การจัดการพื้นที่ หรือแอปล้างข้อมูลภายนอก เช่น Clean Master เพื่อล้างขยะจำพวกแคช
  • ตรวจสอบการอัปเดตโทรศัพท์และเกมของคุณให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด
  • ลองปิดการใช้งานสวิตช์การเริ่มต้นอัตโนมัติของแอปที่ไม่ได้ใช้งานบ่อย ให้ไปที่การตั้งค่า > การตั้งค่าเพิ่มเติม > การจัดการการอนุญาต (แอปพลิเคชัน) > เริ่มต้นอัตโนมัติ สำหรับการปิดแอปที่เริ่มต้นทำงานโดยอัตโนมัติ Funtouch OS 2.6 และเวอร์ชันที่ต่ำกว่า ให้ไปที่ i Manager > การจัดการแอป > ตัวจัดการเริ่มต้นอัตโนมัติ ปิดแอปที่ทำงานเริ่มต้นโดยอัตโนมัติเหล่านั้น
  • โหมดพลังงานต่ำจะช่วยประหยัดกำลังไฟโดยการลดประสิทธิภาพการทำงานของโทรศัพท์ให้น้อยลง จึงไม่ควรเปิดโหมดพลังงานต่ำ และตรวจสอบแน่ใจว่าปริมาณของแบตเตอรี่มีเพียงพอในขณะเล่นเกม
  • เนื่องจากข้อจำกัดด้านประสิทธิภาพ โทรศัพท์บางรุ่นอาจไม่สามารถเล่นเกมที่มีคุณภาพสูงได้อย่างราบรื่น ดังนั้นคุณควรเลือกเล่นเกมที่โทรศัพท์ของคุณรับไหวจะได้เล่นเกมได้อย่างต่อเนื่องไม่ติดขัด
Suwanna Preebunpul

Suwanna Preebunpul

สวัสดีค่ะ ผู้อ่านที่น่ารักทุกท่าน นักเขียนออยนะคะ ไลฟ์สไตล์ส่วนตัว ชอบท่องเที่ยว ถ่ายรูป เขียนบทความแนวแนะนำสินค้า, เทคโนโลยี,สาระความรู้, แฟชั่น และGraphic Design ด้วยความที่ส่วนตัวชอบทำอะไรใหม่ ๆ อยู่เสมอ ในอนาคตข้างหน้าอาจจะมีงานเขียนแนวใหม่ ๆ ออกมา ยังไงก็ฝากติดตามผลงานด้วยนะคะ

Contact >> Instagram, Facebook, Line

สล็อตฝากถอนไม่มีขั้นต่ํา วอเลท