สอนใช้ มือถือ คอมพิวเตอร์ สอนสร้างเว็บ
Categories
วิธีดูแลรักษา สอนใช้

วิธีเพิ่มและแก้ไขคำบรรยายในวิดีโอบน YOUTUBE ของคุณง่าย ๆ ที่ใคร ๆ ก็ทำได้

เพิ่มคำบรรยายวิดีโอ YOUTUBE

เราเชื่อว่าอีกหนึ่งเป้าหมายที่สำคัญของการสร้างสรรค์วิดีโอลง YOUTUBE สำหรับยูทูบเบอร์หลาย ๆ คนก็คงจะหนีไม่พ้นการเพิ่มยอดผู้เข้าชม หรือยอดผู้ติดตาม เนื่องจากจำนวนยอดเหล่านี้สามารถสร้างรายได้ให้กับยูทูบเบอร์ได้อย่างมากมาย โดยทุกวันนี้ไม่ว่าใครก็สามารถรับชมวิดีโอบน YOUTUBEได้ ซึ่งรวมถึงผู้ที่มีปัญหาทางการได้ยินด้วย ดังนั้นการเพิ่มคำบรรยายในวิดีโอจึงถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยทำให้วิดีโอของคุณมีความน่าสนใจมากขึ้น และทำให้ผู้ชมทุกคนสนุกสนานและเพลิดเพลินไปกับเนื้อหาในวิดีโอยูทูปของคุณได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งวันนี้เราก็มี 4 วิธีเพิ่มและแก้ไขคำบรรยายในวิดีโอบนYOUTUBE ที่มีความแตกต่างกันมาแนะนำทุกคน 

วิธีการเพิ่มและแก้ไขคำบรรยายในวิดีโอบน YOUTUBE STUDIO 

ก่อนที่คุณจะเริ่มต้นเรียนรู้การเพิ่มและแก้ไขคำบรรยายในวิดีโอบน YOUTUBEเรามาดูกันก่อนดีกว่าว่าYOUTUBE STUDIO หรือYOUTUBE CREATOR STUDIO คืออะไร? ซึ่งYOUTUBE STUDIO เป็นเสมือนเครื่องมือครีเอเตอร์ที่ทำให้คุณสามารถจัดการกับวิดีโอของคุณบนยูทูปได้อย่างง่ายดาย รวมถึงการเพิ่มชื่อและเพิ่มคำบรรยายที่แปลแล้วลงในวิดีโอยูทูปของคุณ การเพิ่มคำบรรยายในวิดีโอสามารถทำให้วิดีโอของคุณเข้าถึงผู้ชมในวงกว้างได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งรวมถึงผู้ชมที่มีปัญหาในการได้ยิน และผู้ชมที่สื่อสารด้วยภาษาอื่น ๆ โดยผู้ชมสามารถดูคำบรรยายในวิดีโอบนยูทูปได้ง่าย ๆ เพียงแค่คลิกที่ปุ่ม “CC” บนวิดีโอ 

ส่วนใครที่อยากเพิ่มคำบรรยายลงในวิดีโอยูทูปของตัวเอง สามารถเพิ่มเองได้ง่าย ๆ โดยการลงชื่อเข้าใช้YOUTUBE STUDIO > เลือก ‘คำบรรยาย’ ที่อยู่ในแถบด้านข้างทางซ้าย คลิกวิดีโอที่คุณต้องการแก้ไข > เลือกเพิ่มภาษาและเลือกภาษาที่คุณต้องการ > คลิกเพิ่มใต้คำบรรยาย จากนั้นให้เลือกทำตามขั้นตอนวิธีใดวิธีหนึ่งใน 4 วิธีด้านล่างนี้ 

YOUTUBE การอัปโหลดไฟล์ที่เขียนไว้ล่วงหน้า

การอัปโหลดไฟล์เนื้อหาคำบรรยายที่เขียนไว้ล่วงหน้าจากการแปลคำพูดในวิดีโอบนYOUTUBE เป็นหนึ่งในการเพิ่มคำบรรยายลงในวิดีโอ โดยอัปโหลดไฟล์เนื้อหาที่เป็นประเภทไฟล์ที่เหมาะสม ตัวอย่างเช่น SUBRIP, SUBVIEWER หรือ LRC และนี่คือวิธีการอัปโหลดไฟล์คำบรรยายลงในวิดีโอ ดังนี้

  1. เลือกอัปโหลดไฟล์ในเมนูป๊อปอัป
  2. เลือกระหว่างกำกับเวลาหรือไม่กำกับเวลา แล้วเลือกดำเนินการต่อ
  3. เลือกไฟล์ที่คุณต้องการอัปโหลด
  4. กดเลือกบันทึกฉบับร่างหรือเผยแพร่ 

การซิงค์อัตโนมัติ

การเพิ่มคำบรรยายลงในวิดีโอYOUTUBE โดยการซิงค์คำบรรยายอัตโนมัติจะช่วยให้คุณพิมพ์ข้อความถอดเสียงได้ทั้งหมดในคราวเดียว จากนั้นข้อความถอดเสียงจะซิงค์กับเวลาของวิดีโอโดยอัตโนมัติ ดังนี้

  1. เลือกซิงค์อัตโนมัติในเมนูป๊อปอัป
  2. พิมพ์ข้อความถอดเสียงทั้งหมดของวิดีโอในกล่องข้อความทางด้านซ้าย หรือคลิกจุดสามจุดถัดจากแก้ไขการกำหนดเวลา แล้วเลือกอัปโหลดไฟล์
  3. เมื่อคุณเพิ่มข้อความหรืออัปโหลดไฟล์แล้ว ให้เลือกแก้ไขการกำหนดเวลา
  4. คลิกบันทึกและปิด 

การพิมพ์ด้วยตัวเอง

การเลือกพิมพ์คำบรรยายวิดีโอหรือวางข้อความถอดเสียงของคำบรรยายวิดีโอบน YOUTUBEระบบจะทำการตั้งเวลาให้คำบรรยายวิดีโอโดยอัตโนมัติ 

  1. เลือกพิมพ์ด้วยตัวเองในเมนูป๊อปอัป
  2. เล่นวิดีโอและป้อนคำอธิบายภาพหรือคำบรรยายของคุณ อย่าลืมเพิ่มข้อความ เช่น เสียงปรบมือ หรือ เสียงฟ้าร้อง เพื่อให้ผู้ชมทราบว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นในวิดีโอ นอกจากนี้คุณยังสามารถหยุดวิดีโอไว้ชั่วคราวขณะพิมพ์ได้ด้วย 
  3. เลือกเผยแพร่เมื่อพร้อม 

การแปลอัตโนมัติ

YOUTUBEใช้เทคโนโลยีการจดจำคำพูดเพื่อสร้างคำบรรยายสำหรับวิดีโอโดยอัตโนมัติ ทำให้คุณสามารถเพิ่มคำแปลอัตโนมัติให้กับวิดีโอขนาดยาวและสั้นบางรายการถึง 13 ภาษา (ในตอนนี้) โดยคุณสามารถตรวจสอบคำบรรยายอัตโนมัติและทำการเปลี่ยนแปลงที่จำเป็นได้ ดังนี้

  1. ใต้คำบรรยายให้คลิกจุดสามจุดข้างวิดีโอที่คุณต้องการตรวจสอบหรือแก้ไข
  2. ตรวจสอบคำบรรยายอัตโนมัติ และแก้ไขหรือลบบางส่วนของคำบรรยายอัตโนมัติตามต้องการ

อ่านบทความ : วิธีตั้งค่า Siri ให้สามารถอ่านออกเสียงข้อความบน iPhone หรือ iPad ของคุณได้

สนับสนุนโดย : GCLUB เว็บตรง สุดยอดแห่งเกมคาสิโนออนไลน์ บริการในด้านการทำธุรกรรมการเงินออนไลน์ที่รวดเร็ว เพราะทุกๆการเดิมพันเป็นของท่าน ส่วนการดูแลเป็นของเรา

Categories
วิธีดูแลรักษา สอนใช้

เคล็ดลับเร่งความเร็ว MACBOOK เพื่อแก้ไขปัญหาการประมวลผลช้าให้กลับมาทำงานเร็วขึ้นเหมือนเพิ่งซื้อเครื่องใหม่

MACBOOK

คุณเคยรู้สึกหงุดหงิดทุกครั้งเมื่อ MACBOOK ของคุณประมวลผลช้าหรือไม่? บางครั้งคุณก็สังเกตเห็นว่าMACBOOK ของคุณใช้เวลาในการเปิดเครื่องนานกว่าที่เคยเป็น หรือไม่สามารถใช้งานซอฟต์แวร์สมัยใหม่ได้ ซึ่งสาเหตุของปัญหาเหล่านี้มีหลายประการ แต่ส่วนใหญ่มักเกิดจากสาเหตุของ macOS ที่ล้าสมัยไม่สามารถรองรับการใช้งานซอฟต์แวร์ล่าสุด และปัญหาด้านฮาร์ดแวร์ที่เป็นส่วนประกอบหนึ่งใน MAC ของคุณล้มเหลว โดยทั่วไปการแก้ไขปัญหาMACBOOK ประมวลผลช้าอาจต้องใช้เวลานาน บางครั้งอาจต้องรอเป็นชั่วโมงหรือเป็นวันเพื่อให้แน่ใจว่าปัญหาถูกแก้ไขเรียบร้อยแล้ว แต่วันนี้คุณสามารถแก้ไขปัญหาMACBOOK ประมวลผลช้าให้กลับมาทำงานเร็วขึ้นเหมือนเพิ่งซื้อเครื่องใหม่ได้ง่าย ๆ ด้วยเคล็ดลับการเร่งความเร็วMACBOOK ที่เราได้รวบรวมมาไว้ในบทความนี้ 

เคล็ดลับเร่งความเร็ว MACBOOK ให้ทำงานเร็วเหมือนเพิ่งซื้อเครื่องใหม่ที่คุณอาจจะยังไม่รู้

หากคุณมีMACBOOK แล้วกำลังประสบปัญหาMACBOOK โหลดช้า MACBOOKเปิดไม่ติด หรือMACBOOK ค้างบ่อย และกำลังมองหาวิธีการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ เชิญทางนี้เลยค่ะ เพราะวันนี้เรามีเคล็ดลับเร่งความเร็วMACBOOK มาแนะนำทุกคน โดยทั่วไปการแก้ไขปัญหา MACBOOKช้า เนื่องจาก macOS ที่ล้าสมัยและปัญหาด้านฮาร์ดแวร์ที่ล้มเหลวอาจจะต้องใช้เวลาในการจัดการกับปัญหานานหลายชั่วโมงหรือหลายวันในการวินิจฉัย และการดำเนินการแก้ไข แต่อย่างไรก็ตามกระบวนการเร่งความเร็วMACBOOK นั้นกลับทำได้ง่ายและรวดเร็วกว่ามาก เพียงไม่กี่ขั้นตอน ซึ่งเคล็ดลับที่เราได้รวบรวมมาไว้ในบทความนี้ล้วนเป็นเคล็ดลับง่าย ๆ ที่สามารถช่วยทำให้MACBOOK ของคุณกลับมาทำงานได้อย่างรวดเร็วเหมือนเพิ่งซื้อเครื่องใหม่เลยค่ะ และนี่คือเคล็ดลับแก้ไขปัญหาMACBOOK ช้า

  1.  รีสตาร์ท: หากคุณใช้งาน MAC ตลอดทั้งวันโดยไม่มีการหยุดพัก คุณควรรีสตาร์ทเครื่อง 1 ครั้งต่อสัปดาห์ โดยคลิกไอคอน APPLE ที่มุมซ้ายบนของหน้าจอแล้วกด RESTART ทางที่ดีควรปิดแอพที่กำลังเปิดอยู่และปิดแท็บเบราว์เซอร์เสียก่อน เพื่อให้เครื่องรีสตาร์ทได้เร็วขึ้น อย่าลืมบันทึกงานที่ทำค้างไว้ด้วยนะคะ
  1. ปิดแอพและแท็บที่ไม่ได้ใช้: สังเกตที่แอพที่ปรากฏในแถบเครื่องมือด้านล่างของหน้าจอ หากแอพไหนที่คุณไม่ได้ใช้ก็ควรปิด โดยจะมีจุดเล็ก ๆ อยู่ใต้ไอคอนของแอพ หากต้องการปิดแอพนั้นให้คลิกขวาที่แอพแล้วเลือก QUIT
  2. เปิดแท็บเบราว์เซอร์มากเกินไป: การเปิดแท็บเบราว์เซอร์มากเกินไปจะทำให้ MAC ของคุณทำงานช้าลง คุณควรปิดทุกแท็บที่ไม่ได้ใช้ แล้วเลือกเปิดเฉพาะแท็บที่คุณต้องการ 
  3. คุณติดตั้งส่วนขยายเบราว์เซอร์มากเกินไป: การติดตั้งส่วนขยายมากเกินไปอาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อประสิทธิภาพของ MAC เนื่องจากเบราว์เซอร์ของคุณจะต้องใช้ CPU มากเกินไปในการทำงาน การแก้ไขปัญหานี้ง่ายมาก ก็คือลบส่วนขยายเบราว์เซอร์ที่คุณไม่ต้องการออก 
  4. เดสก์ท็อปของคุณมีไฟล์มากเกินไป: เดสก์ท็อปที่เต็มไปด้วยไฟล์ต่าง ๆ จะทำให้คอมพิวเตอร์ของคุณช้าลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าไฟล์มีขนาดใหญ่ คุณสามารถจัดการกับปัญหานี้ได้ด้วยการล้างเดสก์ท็อป โดยลบแอพที่คุณไม่ต้องการโดยลากไปที่ไอคอนถังขยะใน DOCK หากไฟล์มีความสำคัญ ให้ลากและวางลงในโฟลเดอร์ที่เหมาะสม
  5. กำจัดมัลแวร์: MAC ของคุณสามารถติดไวรัสได้ ซึ่งมันเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้คอมพิวเตอร์ช้า เมื่อคุณตรวจพบไฟล์ โฟลเดอร์ หรือแอพที่ติดไวรัส ก็ถึงเวลากำจัดไวรัส โดยการสแกนคอมพิวเตอร์ MAC ของคุณด้วยซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัส เช่น CLEANMYMAC X หรือ MALWAREBYTES

MACBOOKประมวลผลช้าเนื่องจาก macOS ที่ล้าสมัยและใช้งานซอฟต์แวร์สมัยใหม่ได้

หาก MACBOOK ของคุณยังทำงานช้า และMACBOOK ค้าง หรือบางครั้งไม่สามารถใช้งานซอฟต์แวร์สมัยใหม่ได้ อาจเกิดจากระบบปฏิบัติการ macOS ที่ล้าสมัย เพราะเมื่อซอฟต์แวร์มีความก้าวหน้ามากขึ้น มันก็จะต้องการการรองรับที่ทันสมัยขึ้น หากคุณมีMACBOOK เครื่องเก่าเกินไป คุณก็จะไม่สามารถเรียกใช้ macOS เวอร์ชั่นล่าสุดได้ ดังนั้นหากคุณใช้งาน MAC เป็นเวลา 5 ปีขึ้นไป อาจถึงเวลาต้องซื้อเครื่องใหม่ แต่ถ้าหากเพิ่งซื้อเครื่องใหม่แล้วพบว่าเครื่องทำงานช้าให้ลองปรึกษาผู้เชี่ยวชาญให้ตรวจสอบ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งหาก MAC ของคุณยังอยู่ในการรับประกันของ APPLECARE)

อ่านบทความ >> whoscall แอพพลิเคชั่น ยุคใหม่ รู้ทันภัยมิจฉาชีพ

สนับสนุนโดย >> สมัครบาคาร่า กับ SAgame.bet เว็บที่ดีที่สุด บริการพนันออนไลน์เต็มรูปแบบครบวงจร เปิดให้บริการมาอย่างยาวนาน ซื่อตรงและโปร่งใส ที่สุดแห่งปี 2022

Categories
News Uncategorized วิธีดูแลรักษา สอนใช้

วิธีป้องกันการถูกแฮกข้อมูลจากแฮกเกอร์บนโลกออนไลน์

 

แฮกข้อมูล

 ต้องยอมรับเลยว่าทุกวันนี้ไม่ว่าใครก็อาจถูกแฮกข้อมูลจากอาชญากรไซเบอร์ หรือ แฮกเกอร์บนโลกออนไลน์ได้ง่าย ๆ ขนาดบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีระบบรักษาความปลอดภัยสูงยังเคยโดนแฮกข้อมูลมาแล้วการ แฮกข้อมูล เป็นเปิดเผยหรือการละเมิดข้อมูลของบุคคลอื่นโดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของ ซึ่งการแฮกข้อมูลส่วนใหญ่มักเกี่ยวข้องกับการถูกขโมยหมายเลขประกันสังคม หมายเลขบัญชีธนาคารหรือบัตรเครดิต ข้อมูลด้านสุขภาพส่วนบุคคล และรหัสผ่านต่าง ๆ การละเมิดข้อมูลของบุคคลอื่นสามารถเกิดขึ้นได้โดยเจตนาหรือโดยบังเอิญก็ได้ อย่างไรก็ตาม การป้องกันการโดนแฮกข้อมูลนั้นไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแต่ต้องใช้ความระมัดระวังและความสงสัยอยู่บ้าง ดังนั้นวันนี้เราจึงมีวิธีป้องกันการถูกแฮกข้อมูลจากแฮกเกอร์บนโลกออนไลน์มาแนะนำทุกคน 

วิธีป้องกันการถูก แฮกข้อมูล ที่ดีที่สุด

แฮกข้อมูล

อ้างอิงรูปภาพ

การละเมิดข้อมูลหรือการแฮกข้อมูลเกิดขึ้นจากการถูกโจมตีทางไซเบอร์ที่อนุญาตให้อาชญากรไซเบอร์เข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์หรือเครือข่ายได้โดยไม่ได้รับอนุญาต หรือเข้าใจง่าย ๆ แฮกข้อมูล คือ การขโมยข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลทางการเงินที่เป็นส่วนตัว ละเอียดอ่อน หรือเป็นความลับของบุคคลคนอื่น ยกตัวอย่างเช่น  การแฮกบัญชีอีเมล หากมีคนได้รับรหัสผ่านอีเมลของคุณและลงชื่อเข้าใช้บัญชีของคุณ แสดงว่าคนนั้นละเมิดข้อมูลของคุณ แฮกเกอร์บนโลกออนไลน์อาจต้องการแฮกบัญชีธนาคารของคุณ เพื่อเข้าถึงข้อมูลบัตรเครดิต หมายเลขประกันสังคม หรือแม้แต่รหัสผ่านธนาคารออนไลน์ของคุณ ซึ่งอาจสร้างความเสียหายอย่างมากต่อการเงินของคุณ ดังนั้นสำหรับบุคคลทั่วไปวิธีป้องกันการโดนแฮกข้อมูลที่ดีที่สุดก็คือการใช้รหัสผ่านที่รัดกุม สำรองข้อมูล และระวังการคลิกลิงก์ที่เข้าถึงเว็บแฮกข้อมูลต่าง ๆ 

การตั้งรหัสผ่านที่รัดกุมป้องกันการ แฮกข้อมูล

แฮกข้อมูล

อ้างอิงรูปภาพ

อย่างที่เราทราบกันดี เว็บไซต์ส่วนใหญ่จะขอชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านสำหรับเข้าสู่ระบบ และเพื่อป้องกันการถูกแฮกข้อมูล การตั้งรหัสผ่านที่รัดกุมจึงถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ทำให้แฮกเกอร์คาดเดารหัสผ่านยากขึ้น โดยรหัสผ่านที่รัดกุมควรมีลักษณะดังนี้

  • รหัสผ่านที่ดีควรมีความยาวอย่างน้อย 12 อักขระ
  • ควรใช้อักษรตัวพิมพ์ใหญ่และตัวพิมพ์เล็ก ตัวเลข และสัญลักษณ์
  • อย่าใช้คำหรือวลีทั่วไป เช่น “รหัสผ่าน” หรือรายละเอียดส่วนบุคคล เช่น วันเกิดของคุณ

หากคุณไม่รู้ว่าจะใช้รหัสผ่านไหนดี หรือกังวลว่าจะจำรหัสไม่ได้ เราขอแนะนำให้ใช้ตัวจัดการรหัสผ่านอย่าง LASTPASS ระบบนี้จะสร้างรหัสผ่านที่รัดกุมสำหรับบัญชีทั้งหมดของคุณ คุณสามารถป้อนรหัสผ่านโดยอัตโนมัติเมื่อคุณต้องการ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้คุณรักษาข้อมูลของคุณให้ปลอดภัยได้โดยไม่จำเป็นต้องจำรหัสผ่านต่าง ๆ มากมาย นอกจากนี้คุณควรเปลี่ยนรหัสผ่านทั้งหมดของคุณในทุก 2-3 เดือน 

การสำรองข้อมูล

แฮกข้อมูล

อ้างอิงรูปภาพ

หากคุณมีข้อมูลที่จัดเก็บบนโลกออนไลน์ การวางแผนความปลอดภัยเชิงรุกอย่างการสำรองข้อมูลไว้ ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีป้องกันการถูกแฮกข้อมูล หรือป้องกันข้อมูลสูญหาย โดยการสำรองข้อมูลนั้นอาจหมายถึงการจับภาพหน้าจอ ดาวน์โหลดเอกสาร และย้ายข้อมูลไปยังฮาร์ดไดรฟ์ ยิ่งคุณมีข้อมูลสำรองมากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้ข้อมูลปลอดภัยจากการสูญหายมากขึ้นเท่านั้น นอกจากนี้การอัปเดตอุปกรณ์ทั้งหมดของคุณ แม้กระทั่งเครื่องพิมพ์ เร้าเตอร์ WI-FI และอุปกรณ์อัจฉริยะอื่น ๆ ยิ่งช่วยทำให้คุณปลอดภัยจากภัยคุกคามใหม่ ๆ จากอาชญากรไซเบอร์ได้ 

รู้จักระมัดระวังและตั้งข้อสงสัย

ป้องกันการแฮก

อ้างอิงรูปภาพ

วิธีป้องกันการถูกแฮกข้อมูลที่สำคัญไม่แพ้การตั้งรหัสผ่านที่รัดกุม การสำรองข้อมูล และอัปเดตอุปกรณ์ต่าง ๆ ก็คือความสงสัยในสามัญสำนึก หากคุณได้รับอีเมลขอให้ดาวน์โหลดไฟล์แนบจากคนที่คุณไม่รู้จัก คุณไม่ควรทำตามคำขอนั้น ซึ่งรวมถึงถ้าคุณได้รับข้อความที่ดูเหมือนมาจากธนาคารที่เตือนเกี่ยวกับการฉ้อโกงในบัญชีของคุณ หรือข้อความส่วนตัวจากเพื่อนที่ขอให้คุณคลิกลิงก์ คุณยิ่งต้องระวังอย่าหลงเชื่อคลิกลิงก์นั้นเด็ดขาดหากคุณยังไม่ทราบข้อมูลที่ชัดเจน เนื่องจากลิงก์นั้นอาจติดตั้งโปรแกรมแฮกข้อมูล เพื่อขโมยข้อมูลส่วนตัวของคุณ แนะนำให้ติดต่อธนาคารหรือเพื่อนของคุณโดยตรง หรือใครก็ตามที่อ้างว่ารู้จักคุณ และถามให้แน่ใจเสียก่อน

อ่านบทความ >> ปลุกตำนานให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งกับ Game & Watch เครื่องเกมในตำนานจาก Nintendo

สนับสนุนโดย >> ไฮโลไทย ไฮโลออนไลน์ ฝากถอนไม่มีขั้นต่ำ มั่นคง ปลอดภัย 100% มาแรงที่สุดในปี 2022 https://hilospec.com

Categories
วิธีดูแลรักษา สอนใช้

วิธีแก้ปัญหาโทรศัพท์ Xiaomi Mi 11 แบตเตอรี่หมดเร็วและช่วยยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่ 

Xiaomi Mi 11

คุณภาพของแบตเตอรี่โทรศัพท์ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อของคุณ ซึ่งแน่นอนว่าในปัจจุบันสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ ๆ จะใส่ความจุแบตเตอรี่มาให้อย่างจัดเต็ม โทรศัพท์ Xiaomi Mi 11 ก็เป็นอีกหนึ่งสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดจากแบรนด์ Xiaomi ที่ให้ความจุแบตเตอรี่มากถึง 4600 mAh แต่ถึงอย่างไรก็ตาม คุณอาจสังเกตเห็นว่าแบตเตอรี่ในโทรศัพท์ Xiaomi Mi 11 ของคุณหมดเร็วเกินไป ซึ่งปัญหานี้อาจเกิดจากหน้าจอ AMOLED 120hz อันทรงพลัง, วิดีโอ 8K, ชิป 5G และคุณสมบัติอื่น ๆ ที่มาพร้อมกับโทรศัพท์ Xiaomi Mi 11 แต่อย่าเพิ่งตกใจไป เพราะปัญหาแบตเตอรี่หมดเร็วอาจแก้ไขได้ด้วยเคล็ดลับง่าย ๆ ในบทความนี้ เราจะแนะนำเคล็ดลับการประหยัดแบตเตอรี่ที่มีประสิทธิภาพที่อาจช่วยปรับปรุงอายุการใช้งานแบตเตอรี่ใน Xiaomi Mi 11 ของคุณ 

วิธีแก้ปัญหาโทรศัพท์ Xiaomi Mi 11 แบตเตอรี่หมดเร็ว

คุณพบว่าโทรศัพท์ Xiaomi Mi 11 ของคุณมีปัญหา แบตเตอรี่หมดเร็ว หรือไม่? โทรศัพท์ Xiaomi Mi 11 ถือเป็นอีกหนึ่งโทรศัพท์ที่มีคุณสมบัติที่มากมาย ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้ รวมถึงพฤติกรรมการใช้งานของคุณ อาจส่งผลทำให้อายุการใช้งานแบตเตอรี่ลดลง แต่ปัญหานี้สามารถแก้ไขได้ด้วยเคล็ดลับง่าย ๆ ดังนี้

Xiaomi Mi 11

1. ตรวจสอบแอปพลิเคชันที่ใช้แบตเตอรี่มากที่สุด 

สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดสำหรับปัญหาแบตเตอรี่ในโทรศัพท์ Xiaomi Mi 11 หมดเร็ว คือการใช้งานแอป เนื่องจากแอปบางตัวใช้แบตเตอรี่มากจนทำให้แบตหมดเร็วกว่าที่ควร เราแนะนำให้ลบแอปนั้นออกเพื่อลดการสิ้นเปลืองแบตเตอรี่ โดยทำตามขั้นตอนดังนี้ 

  • ไปที่ “การตั้งค่า”
  • แตะที่ “แบตเตอรี่และประสิทธิภาพ”
  • แตะที่ “สถิติการใช้แบตเตอรี่” จากนั้นหน้าจอจะแสดงรายการแอปโดยละเอียดและการใช้งานแบตเตอรี่ หากคุณสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติในการใช้งานแบตเตอรี่ คุณสามารถเลือกที่จะเพิ่มประสิทธิภาพแอป จำกัดกิจกรรมในพื้นหลังเพื่อจำกัดการใช้แบตเตอรี่ได้

2. ลบแอปที่คุณไม่ค่อยได้ใช้งาน

หากคุณมีแอปบนโทรศัพท์ Xiaomi Mi 11 ที่ไม่ได้ใช้งานเป็นเวลานาน เราขอแนะนำให้ ลบแอป นั้นทิ้ง เนื่องจากแอปเหล่านั้นบางตัวมักทำงานในพื้นหลัง โดยเฉพาะแอปที่ใช้ข้อมูลมือถือและจะทำให้แบตเตอรี่หมด คุณสามารถลบแอปเหล่านั้นได้ โดยทำตามขั้นตอนดังนี้

  • ไปที่ “การตั้งค่า”
  • แตะที่ “แอป”
  • แตะที่ “จัดการแอป”
  • แตะที่ “ไอคอนถอนการติดตั้ง” ที่ด้านบนซ้าย
  • เลือกแอปที่คุณต้องการลบแล้วแตะที่ปุ่ม “ถอนการติดตั้ง” ที่ด้านล่างของหน้าจอ
  • แตะที่ “ตกลง” เพื่อยืนยันการถอนการติดตั้ง

3. เปิดโหมดประหยัดแบตเตอรี่

โหมดประหยัดแบตเตอรี่บนโทรศัพท์ Xiaomi Mi 11 จะช่วยให้คุณยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่ของโทรศัพท์ได้โดยการปิดหรือจำกัดกิจกรรมพื้นหลังบางอย่าง, เอฟเฟกต์ภาพ และคุณสมบัติอื่น ๆ ที่อาจใช้พลังงานมากขึ้น หากคุณต้องการเปิดโหมดประหยัดพลังงาน ให้ทำตามขั้นตอนดังนี้

  • ไปที่ “การตั้งค่า”
  • แตะที่ “แบตเตอรี่และประสิทธิภาพ”
  • แตะที่ “ประหยัดแบตเตอรี่” และสลับเป็น “เปิด”
  • แตะที่ “ประหยัดแบตเตอรี่อัลตร้า” และสลับ “เปิด” สำหรับการประหยัดแบตเตอรี่มากขึ้น

4. จำกัดกิจกรรมแอปพื้นหลัง

คุณรู้หรือไม่ว่าแอปพลิเคชันบางตัวบนโทรศัพท์ Xiaomi Mi 11 จะยังคงทำงานในพื้นหลัง แม้ว่าคุณไม่ได้ใช้งานอยู่ ซึ่งอาจทำให้แบตเตอรี่หมดเร็ว เราแนะนำให้ลองจำกัดกิจกรรมพื้นหลังสำหรับแอปเพื่อ ประหยัดแบตเตอรี่ โดยทำตามขั้นตอนดังนี้

  • ไปที่ “การตั้งค่า”
  • แตะที่ “แบตเตอรี่และประสิทธิภาพ”
  • แตะที่ “แอปประหยัดแบตเตอรี่”
  • แตะที่แอปที่คุณต้องการจำกัดกิจกรรมพื้นหลัง
  • จากนั้นแตะที่ “จำกัดกิจกรรมพื้นหลัง” แล้วแตะที่ “ตกลง” เพื่อยืนยันการจำกัดกิจกรรมพื้นหลัง

5. ปิด Location, WiFi & Bluetooth Scanning เมื่อไม่ได้ใช้งาน

บริการเหล่านี้บนโทรศัพท์ Xiaomi Mi 11 เมื่อเปิดใช้งานจะมีการตรวจสอบการเชื่อมต่อที่สิ้นเปลืองพลังงานและอาจทำให้อายุการใช้งานแบตเตอรี่ ลดลง หากต้องการปิด ให้ปัดหน้าจอลงเพื่อแสดงแผงการตั้งค่าด่วนแล้วแตะไอคอนที่เกี่ยวข้องเพื่อปิดใช้งาน หรือทำตามขั้นตอนดังนี้ 

  • ไปที่ “การตั้งค่า”
  • แตะที่ “ตำแหน่ง”
  • แตะที่ “การเข้าถึงตำแหน่ง” และสลับ “ปิด”
  • แตะที่ Wi-Fi และบลูทูธ และสลับ “ปิด”บริการทั้งสอง 

6. ลดอัตราการรีเฟรชหน้าจอ

Xiaomi Mi 11 รองรับอัตราการ รีเฟรชหน้าจอ สูงถึง 120Hz พร้อมกับให้ประสบการณ์การรับชมที่ราบรื่นยิ่งขึ้น แต่สิ่งนี้ต้องแลกมาด้วยอายุการใช้งานแบตเตอรี่ที่ลดลง เราแนะนำให้ลองลดขนาดลงเพื่อลดอัตราการรีเฟรชเพื่อประหยัดแบตเตอรี่ โดยทำตามขั้นตอนดังนี้

  • ไปที่ “การตั้งค่า”
  • แตะที่ “จอแสดงผล”
  • แตะที่ “อัตราการรีเฟรช”
  • เลือกอัตราการรีเฟรชที่มีอยู่ตามความต้องการของคุณ 

7. เปิดใช้งานโหมดมืด 

คุณสามารถเปิดใช้งานโหมดมืดบนโทรศัพท์มือถือ Xiaomi Mi 11 ของคุณได้เพื่อลดการสิ้นเปลืองแบตเตอรี่ เนื่องจากการที่จอแสดงผลมีความมืดกว่าปกติจะการใช้งานแบตเตอรี่น้อยลง ช่วยยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่ หากคุณต้องการ เปิดใช้งานโหมดมืด ให้ทำตามขั้นตอนดังนี้

  • ไปที่ “การตั้งค่า”
  • แตะที่ “จอแสดงผล”
  • แตะที่ “โหมดมืด” แล้วสลับเป็น “เปิด”

8. จำกัดการแจ้งเตือนแอป

หากคุณได้รับการแจ้งเตือนบนโทรศัพท์ Xiaomi Mi 11 จำนวนมาก การแจ้งเตือนเหล่านั้นอาจส่งผลต่อปัญหาแบตเตอรี่ของคุณ เราแนะนำให้ ปิดการแจ้งเตือนแอป โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับแอปที่ส่งการแจ้งเตือนอย่างต่อเนื่องซึ่งไม่สำคัญ โดยทำตามขั้นตอนดังนี้

  • แตะค้างที่ไอคอนแอปที่คุณต้องการปิดการแจ้งเตือน
  • คลิกถัดไปที่ “ข้อมูลแอป”
  • จากนั้นแตะที่ “การแจ้งเตือน”
  • จากนั้นแตะที่ “แสดงการแจ้งเตือน” และสลับเป็น “ปิด”
Suwanna Preebunpul

Suwanna Preebunpul

สวัสดีค่ะ ผู้อ่านที่น่ารักทุกท่าน นักเขียนออยนะคะ ไลฟ์สไตล์ส่วนตัว ชอบท่องเที่ยว ถ่ายรูป เขียนบทความแนวแนะนำสินค้า, เทคโนโลยี,สาระความรู้, แฟชั่น และGraphic Design ด้วยความที่ส่วนตัวชอบทำอะไรใหม่ ๆ อยู่เสมอ ในอนาคตข้างหน้าอาจจะมีงานเขียนแนวใหม่ ๆ ออกมา ยังไงก็ฝากติดตามผลงานด้วยนะคะ

Contact >> Instagram, Facebook, Line

คาสิโนออนไลน์ฝากถอนไม่มีขั้นต่ํา

Categories
วิธีดูแลรักษา สอนใช้

วิธีแก้ปัญหาโทรศัพท์ Vivo ทำงานช้าเกินไป ให้กลับมาเร็วแรงเหมือนใหม่

Vivo

หากถามว่าสมาร์ทโฟนแบรนด์ไหนที่ครองตลาดสมาร์ทโฟนในประเทศไทย? ถ้าเป็นเมื่อก่อนหลายคนคงจะนึกถึงอยู่เพียง 2 แบรนด์ นั่นคือ Apple และ Samsung แต่ในปัจจุบันได้มีการเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ ๆ มากมาย รวมถึง Vivo แบรนด์สมาร์ทโฟนอีกหนึ่งแบรนด์ที่ได้รับความนิยมอย่างมากทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศ ด้วยดีไซน์การออกแบบที่มีความเรียบง่าย และดูหรูหราเมื่ออยู่ในมือของคุณ พร้อมทั้งมีสีสันที่สวยงาม ใส่สเปกมาให้แบบจัดเต็มมาพร้อมกับฟังก์ชันการใช้งานที่ครบถ้วนเช่นเดียวกับอุปกรณ์ Android อื่น ๆ ในตลาด แต่อย่างไรก็ตามสมาร์ทโฟน Vivo ก็ยังมีปัญหาบางอย่างที่ผู้ใช้งานหลายคนร้องเรียนและต้องการวิธีแก้ไข ซึ่งปัญหาหนึ่งในนั้นก็คือ โทรศัพท์ทำงานช้าเกินไป ดังนั้นในบทความนี้ เราจะพูดถึงวิธีการแก้ปัญหาโทรศัพท์ Vivo ทำงานช้าเกินไป ให้กลับมาใช้งานได้เหมือนของใหม่แกะกล่อง

Vivo

วิธีการแก้ปัญหาโทรศัพท์ Vivo ทำงานช้าขณะใช้งาน 

คุณเคยหรือไม่? เล่นเกมในสมาร์ทโฟน Vivo อยู่ดี ๆ แล้วเครื่อง ทำงานช้า ซึ่งเป็นปัญหาด้านประสิทธิภาพที่อาจเกิดขึ้นกับใครหลาย ๆ คน โดยปัญหานี้อาจเกิดจากแอปพื้นหลังบางแอปที่ทำให้โปรเซสเซอร์ของคุณทำงานหนักเกินไป ส่งผลให้พื้นที่แรมของโทรศัพท์ถูกใช้ไปโดยที่คุณไม่รู้ตัว สำหรับการแก้แก้ปัญหาโทรศัพท์ วีโว่ ทำงานช้าให้กลับมาราบรื่นเหมือนใหม่ สิ่งแรกที่คุณสามารถทำได้คือการบังคับให้โทรศัพท์รีสตาร์ท แต่หากไม่ได้ผลให้ลอง Recovery นอกจากนี้คุณควรทราบว่าโทรศัพท์ที่ใช้ระบบ Android 8 และเวอร์ชันที่สูงกว่าขึ้นไปจะไม่สามารถดาวน์เกรดเพื่อใช้เวอร์ชันที่ต่ำกว่าได้ ซึ่งคุณสามารถตรวจสอบเวอร์ชันปัจจุบันของคุณได้โดยการไปที่ การตั้งค่า > การอัปเดตระบบ เพียงเท่านี้คุณก็จะรู้แล้วว่าโทรศัพท์ของคุณใช้ Android เวอร์ชันไหน 

วิธีการบังคับให้โทรศัพท์รีสตาร์ท

  1. การบังคับให้โทรศัพท์รีสตาร์ทให้ไปที่กดปุ่มพาวเวอร์พร้อมกับกดปุ่มลดเสียงค้างไว้ 30 วินาที เพื่อบังคับให้โทรศัพท์รีสตาร์ท
  2. สำหรับโทรศัพท์ที่ไม่ใช่รูปแบบเต็มหน้าจอ ให้กดปุ่มพาวเวอร์ค้างไว้ 30 วินาที ก็จะสามารถบังคับโทรศัพท์ให้รีสตาร์ทได้แล้ว

วิธีการ Recovery สำหรับโทรศัพท์ Vivo Fullview Display

  1. ก่อนอื่นให้ทำการปิดโทรศัพท์ของคุณ จากนั้นกดปุ่มเปิด/ปิดและปุ่มเพิ่มระดับเสียงค้างไว้พร้อมกัน จนกว่าหน้าจอจะปรากฏโลโก้ vivo เพื่อเข้าสู่โหมด Fastboot จากนั้นเลือกโหมดการกู้คืน (Recovery mode) โดยใช้ปุ่มลดระดับเสียงและกดเข้าโดยปุ่มเปิด/ปิด
  2. แตะล้างข้อมูล (Wipe data) > ล้างข้อมูล (Wipe data) > ป้อนรหัสผ่านของหน้าจอล็อกจากนั้นเลือก Reboot system เพื่อรีบูตโทรศัพท์ของคุณ

วิธีการ Recovery สำหรับโทรศัพท์ Vivo ที่มีหน้าจอแสดงผลอัตราส่วน 16:9

  1. ปิดเครื่องโทรศัพท์ของคุณ จากนั้นกดปุ่มเปิด/ปิดและปุ่มเพิ่มระดับเสียงค้างไว้พร้อมกัน จนกระทั่งหน้าจอจะปรากฏโลโก้ vivo เพื่อเข้าสู่โหมดการกู้คืน (Recovery mode)
  2. จากนั้นแตะล้างข้อมูล (Wipe data) > ล้างข้อมูล (Wipe data) > ล้างข้อมูล (Wipe data) จากนั้นเลือก Reboot system เพื่อรีบูตเครื่องโทรศัพท์ของคุณ (สำหรับ Funtouch OS 2.0 และรุ่นที่เวอร์ชันต่ำกว่า) เลือกโหมดการกู้คืน (Recovery mode) โดยใช้ปุ่มลดระดับเสียงและกดเข้าโดยปุ่มเปิด/ปิด หลังจากนั้นเลือกล้างข้อมูล (Wipe data) รีเซ็ตเป็นค่าเริ่มต้น (Factory reset) > ล้างข้อมูล (Wipe data) > ล้างข้อมูล (Wipe data) แล้วเลือกรีบูตระบบเดี๋ยวนี้เพื่อรีบูตเครื่องใหม่

คุณควรทราบว่าขั้นตอนการ Recovery นี้จะเป็นการล้างข้อมูลภายในโทรศัพท์ของคุณ เช่น รายชื่อผู้ติดต่อ ข้อความ เป็นต้น ดังนั้นคุณควรทำการสำรองข้อมูลที่สำคัญของคุณไว้ก่อนและตรวจสอบให้แน่ใจว่าโทรศัพท์ของคุณมีปริมาณแบตเตอรี่ที่เพียงพอประมาณ 30% ขึ้นไป

Vivo

วิธีการแก้ปัญหาโทรศัพท์ทำงานช้าในขณะเล่นเกม

สำหรับผู้ใช้งานที่ชื่นชอบเล่นเกมบนโทรศัพท์ Vivo แล้วเคยประสบปัญหา เล่นเกม อยู่ดี ๆ แล้วเครื่องโทรศัพท์มือถือเกิดอาการช้า หรือค้างบ่อยให้คุณลองทำตามวิธีดังต่อไปนี้

  • ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเกมที่คุณเล่นถูกสร้างขึ้นอย่างเป็นทางการ และดาวน์โหลดมาจาก Play Store หรือ V-Appstor
  • หากคุณกำลังเล่นเกมออนไลน์ โปรดตรวจสอบให้แน่ใจว่าความเร็วของเครือข่ายมีความแรงและเสถียรดีหรือไม่
  • ปิดแอปที่กำลังทำงานเบื้องหลังอยู่ทั้งหมดก่อนเริ่มเล่นเกม
  • ลองเข้าไปที่ i Manager > การจัดการพื้นที่ หรือแอปล้างข้อมูลภายนอก เช่น Clean Master เพื่อล้างขยะจำพวกแคช
  • ตรวจสอบการอัปเดตโทรศัพท์และเกมของคุณให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด
  • ลองปิดการใช้งานสวิตช์การเริ่มต้นอัตโนมัติของแอปที่ไม่ได้ใช้งานบ่อย ให้ไปที่การตั้งค่า > การตั้งค่าเพิ่มเติม > การจัดการการอนุญาต (แอปพลิเคชัน) > เริ่มต้นอัตโนมัติ สำหรับการปิดแอปที่เริ่มต้นทำงานโดยอัตโนมัติ Funtouch OS 2.6 และเวอร์ชันที่ต่ำกว่า ให้ไปที่ i Manager > การจัดการแอป > ตัวจัดการเริ่มต้นอัตโนมัติ ปิดแอปที่ทำงานเริ่มต้นโดยอัตโนมัติเหล่านั้น
  • โหมดพลังงานต่ำจะช่วยประหยัดกำลังไฟโดยการลดประสิทธิภาพการทำงานของโทรศัพท์ให้น้อยลง จึงไม่ควรเปิดโหมดพลังงานต่ำ และตรวจสอบแน่ใจว่าปริมาณของแบตเตอรี่มีเพียงพอในขณะเล่นเกม
  • เนื่องจากข้อจำกัดด้านประสิทธิภาพ โทรศัพท์บางรุ่นอาจไม่สามารถเล่นเกมที่มีคุณภาพสูงได้อย่างราบรื่น ดังนั้นคุณควรเลือกเล่นเกมที่โทรศัพท์ของคุณรับไหวจะได้เล่นเกมได้อย่างต่อเนื่องไม่ติดขัด
Suwanna Preebunpul

Suwanna Preebunpul

สวัสดีค่ะ ผู้อ่านที่น่ารักทุกท่าน นักเขียนออยนะคะ ไลฟ์สไตล์ส่วนตัว ชอบท่องเที่ยว ถ่ายรูป เขียนบทความแนวแนะนำสินค้า, เทคโนโลยี,สาระความรู้, แฟชั่น และGraphic Design ด้วยความที่ส่วนตัวชอบทำอะไรใหม่ ๆ อยู่เสมอ ในอนาคตข้างหน้าอาจจะมีงานเขียนแนวใหม่ ๆ ออกมา ยังไงก็ฝากติดตามผลงานด้วยนะคะ

Contact >> Instagram, Facebook, Line

สล็อตฝากถอนไม่มีขั้นต่ํา วอเลท

Categories
Featured วิธีดูแลรักษา

ห้ามทำ!!! อันตรายจากการเจาะแบตบวม เพื่อปล่อยก๊าซและปิดผนึกกลับเพื่อใช้งานต่อไป

อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แบบพกพาสมัยใหม่ทั้งแล็ปท็อป สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต เครื่องอ่าน ebook และอุปกรณ์ติดตามการออกกำลังกายล้วนใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนทั้งนั้น ซึ่งแบตเตอรี่ขนาดกะทัดรัดจะใช้งานได้ดีมาก มีความหนาแน่นของพลังงานสูงการปลดปล่อยต่ำและเอฟเฟกต์หน่วยความจำที่เล็กมาก 

เมื่อแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนได้รับความร้อนสูงเกินไปจะทำให้การทำงานล้มเหลวเนื่องจากอายุมากเซลล์ด้านในของแบตเตอรี่อาจมีส่วนผสมของอิเล็กโทรไลต์ที่ติดไฟได้ แบตเตอรี่ได้รับการออกแบบมาให้มีมาตรการที่ปลอดภัยสำหรับการล้มเหลวซึ่งจะปล่อยก๊าซออกมาเพื่อไม่ให้เกิดไฟไหม้อย่างรุนแรง 

หลายคนมีความเชื่อว่า การนำก้อนแบตเตอรี่ไปห่อหนังสือพิมพ์แล้วแช่ช่องฟรีซในตู้เย็น จะช่วยยืดอายุการใช้งาน หรือเจาะแบตบวม จะช่วยทำให้แบตเตอรี่หายบวม ซึ่งวันนี้เราก็มีวิธีการคืนสภาพแบตเตอรี่โทรศัพท์โดยการเจาะรูแบตเตอรี่มาฝากทุกคน จะเป็นอย่างไรบ้าง ตามมาดูกันเลย

วิธีทดลองการคืนสภาพแบตเตอรี่โทรศัพท์ด้วยการเจาะแบตบวม

คุณสามารถสังเกตอาการบวมของแบตเตอรี่ได้จากบางอย่างที่ดูเหมือนจะผิดปกติเล็กน้อยกับอุปกรณ์ของคุณ โดยด้านหลังของสมาร์ทโฟนของคุณอาจดูบิดเบี้ยวเล็กน้อย มีช่องว่างที่ผิดปกติหรืออาจดูเหมือนแทร็คแพดบนแล็ปท็อป สำหรับอันตรายจากการใช้งานโทรศัพท์มือถือที่แบตเตอรี่มีอาการบวม เริ่มจากความเสียหายในส่วนอื่น ๆ ของเครื่อง เช่น แบตบวมดันจอ ฝาหลังโก่งและงอ ปุ่มกดใช้งานไม่ได้ เพราะแบตเตอรี่บวมจนดันส่วนประกอบภายใน ถ้าปล่อยไว้และยังใช้งานต่อไปเรื่อย ๆ มีโอกาสสูงที่ตัวเครื่องจะไหม้หรือระเบิด 

มีหลายคนทดลองแก้ไขปัญหาแบตเตอรี่บวม แต่เราขอเตือนก่อนว่าวิธีการเหล่านั้นมีอันตราย ซึ่งมักนำไปสู่การระเบิดขนาดเล็กได้ แบตเตอรี่โทรศัพท์ส่วนใหญ่เป็นแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่ใช้ปฏิกิริยาทางเคมีเพื่อสร้างพลังงาน หากแบตเตอรี่มีอายุมาก อาจจะก่อให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมีที่ไม่สมบูรณ์แบบซึ่งอาจส่งผลให้เกิดก๊าซที่ทำให้แบตเตอรี่บวม นอกจากนี้ถ้าชั้นภายในของแบตเตอรี่เกิดความเสียหายหรือบกพร่องจะไม่สามารถรักษาการแยกที่เหมาะสมได้ อาจเกิดการรั่วไหลจนบวมและเกิดการไหม้ได้ ดังนั้นก่อนที่จะทำการทดลองเจาะแบตบวม ต้องเตรียมแบตเตอรี่ที่มีอาการบวม โดยส่วนใหญ่จะใช้แบตลิโพบวม ในการทดลองซึ่งมีขั้นตอนดังนี้

  1. ขั้นแรกต้องปกป้องดวงตาของคุณด้วยการสวมแว่นตานิรภัยและสวมใส่ถุงมือเพื่อป้องกันการบาดเจ็บ ในกรณีที่มีการพัฒนาเชิงลบ ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพื่อความปลอดภัยต่อชีวิตของคุณ
  2. การถอดแบตเตอรี่เริ่มต้นด้วยการทดลองในพื้นที่ที่อากาศถ่ายเทสะดวก เพื่อระบายก๊าซที่สะสมภายในแบตเตอรี่ที่ปล่อยออกมา ต้องเจาะรูด้วยเข็มอย่างระมัดระวัง หลังจากปล่อยก๊าซที่สะสมอยู่ในแบตเตอรี่จนหมดแล้ว ความจำเป็นที่จะต้องปิดผนึกหลุมด้วยกาว หรือหลังจากที่คุณจัดการปล่อยก๊าซหมดแล้ว ให้เติมหลุมที่เจาะด้วยน้ำยาซีล(ความจริงแล้วเราไม่แนะนำให้เจาะแบตเตอรี่ด้วยเข็ม เพราะอาจก่อให้เกิดอันตรายได้) คุณจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงวัตถุและเฟอร์นิเจอร์ที่ติดไฟได้เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายอะไร

แน่นอนว่าเราไม่แนะนำวิธีนี้ เพราะมันมีความเสี่ยงมากเกินไป และมีโอกาสเกิดการระเบิดสูง ทางออกที่ดีหากคุณรู้สึกว่าโทรศัพท์ของคุณมีอาการแบตเตอรี่บวม เราแนะนำให้คุณพิจารณาเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ โดยให้เลือกใช้แบตเตอรี่จากศูนย์บริการของโทรศัพท์แบรนด์นั้น ๆ หรือเลือกแบตเตอรี่ที่มีมาตรฐาน ผ่านการรับรองจาก มอก. เพราะเป็นวิธีแก้ปัญหาที่ง่าย สะดวก แถมยังปลอดภัย ไม่ต้องเสี่ยงขณะใช้งานมือถืออีกด้วย

วิธีแก้ไขแบตบวมอย่างปลอดภัย

เมื่อคุณทราบแล้วว่าโทรศัพท์มือถือของคุณแบตเตอรี่บวมแน่นอน ทางแก้ไขปัญหานี้ คือ ปิดเครื่อง ห้ามชาร์จไฟ และนำเครื่องไปเปลี่ยนแบตมือถือใหม่ โดยให้เลือกเปลี่ยนแบตจากศูนย์บริการของแบรนด์นั้น ๆ หรือเลือกแบตเตอรี่ที่ได้มาตรฐาน ผ่านการรับรองจาก มอก. ไม่ควรนำก้อนแบตเตอรี่ ไปแช่ตู้เย็น เพื่อยืดอายุการใช้งานหรือเจาะแบตบวม เพื่อให้มันหายบวมเด็ดขาด เพราะมันเป็นวิธีการที่ผิดและไม่ควรทำอย่างยิ่ง ทางแก้ไขที่ดีที่สุดควรเปลี่ยนไปใช้แบตเตอรี่โทรศัพท์ก้อนใหม่ที่ปลอดภัย จะได้ไม่ต้องเสี่ยงอันตรายขณะใช้งานมือถือ

ต้องเร่งเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่มีอาการบวมหรือเสื่อมทันที พร้อมทำการปิดเครื่องก่อนเปลี่ยนแบตเตอรี่อันใหม่ และห้ามชาร์จไฟเด็ดขาด!! เพราะถ้าคุณยังคงใช้งานมันต่อไปเรื่อย ๆ หรือชาร์จไฟ กระแสไฟที่ชาร์จจะถ่ายโอนไปที่ก้อนแบตที่มีสภาพการใช้งานไม่เต็มร้อย อาจส่งผลให้ตัวเครื่องมีความเสี่ยงสูงจนเกิดอาการไหม้ หรือระเบิดเลยก็ได้ และที่สำคัญหากเปลี่ยนเป็นของแท้จากศูนย์บริการ หรือร้านตัวแทนจำหน่ายที่น่าเชื่อถือได้มาตรฐานตามข้างต้นที่เราแนะนำ รับรองเลยว่าคุณจะได้แบตเตอรี่ที่ปลอดภัย ไม่ทำให้เสี่ยงอันตราย

สมัครบาคาร่า888

Categories
Featured วิธีดูแลรักษา

วิธีแก้ไขแบตบวมดันจอยังไงในปลอดภัย

แบตบวมดันจอ

 ปัญหาแบตโทรศัพท์เสื่อม หมดเร็ว หรือแบตบวมดันจอ เป็นหนึ่งปัญหาที่ผู้ใช้โทรศัพท์หลายคนกังวล และมักสงสัยว่ามันเกิดจากอะไร ยิ่งถ้าโทรศัพท์ของคุณมีอาการแบตเตอรี่บวม ก็อาจจะยิ่งส่งผลให้เกิดอันตรายร้ายแรงได้อย่างเช่น โทรศัพท์ระเบิด แบตเตอรี่เป็นชิ้นส่วนสำคัญของโทรศัพท์ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลเป็นอย่างดี เพราะมันมีอายุการใช้งานจำกัด เมื่อมันเริ่มเสื่อมสภาพ อาจมีความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายขึ้นได้ เช่น แบตเตอรี่ดันหน้าจอ เครื่องเสีย ปุ่มกดเสียหาย ไปจนถึงเกิดเหตุร้ายแรงที่สุดอย่างเครื่องไหม้หรือระเบิด และวันนี้เราก็มีวิธีแก้ไขแบตบวมดันจอมาฝากทุกคน จะมีวิธีไหนบ้าง ตามมาดูกันเลยค่ะ

วิธีการสังเกตและวิธีแก้ไขแบตบวมดันจอ

การสังเกตแบตบวมดันจอสามารถดูได้ด้วยความรู้สึกภายนอกโดยปกติแล้วเมื่อแบตเตอรี่บวมมันจะดันหน้าจอด้านหน้าและทำให้หน้าจอเป็นสีขาว นอกจากนี้มันจะมีการแยกที่เห็นได้ชัดเจนระหว่างตัวกล้องและหน้าจอยังเป็นสัญญาณว่าแบตเตอรี่ของคุณบวม และอีกหนึ่งวิธีที่สังเกตอาการนี้ได้ง่ายๆ คือ ตัวแบตเตอรี่จะขยายใหญ่ขึ้นจนเริ่มดันตัวเครื่องและหน้าจอของโทรศัพท์มือถือจนผิดรูปไป ซึ่งเป็นปัญหารุนแรงที่ส่งผลต่อชิ้นส่วนอื่น ๆ ด้วย ตัวอย่างเช่น

  1. ประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องลดลง

ปัญหาข้อนี้ถือว่ายังไม่ร้ายแรงมากนัก อย่างการเกิดอาการแบตเสื่อม แต่สำหรับใครที่จำเป็นต้องใช้งานมือถือแบบจริงจังตลอดวัน ก็อย่าลืมเช็คสาเหตุอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น แอปพลิเคชันอาจมีปัญหา เมมโมรี่เครื่องเต็ม เป็นต้น

  1. เครื่องโทรศัพท์ร้อนง่าย

หากแบตเตอรี่เสื่อมหรือบวม ตัวเครื่องจะมีความร้อนมากกว่าปกติ เพราะความร้อนจากแบตเตอรี่ถ่ายทอดมายังตัวเครื่องได้ง่ายมากขึ้น

วิธีแก้ไขแบตบวมอย่างปลอดภัย

เมื่อคุณทราบแล้วว่าโทรศัพท์มือถือของคุณแบตเตอรี่บวมแน่นอน ทางแก้ไขปัญหานี้ คือ ปิดเครื่อง ห้ามชาร์จไฟ และนำเครื่องไปเปลี่ยนแบตมือถือใหม่ โดยให้เลือกเปลี่ยนแบตจากศูนย์บริการของแบรนด์นั้น ๆ หรือเลือกแบตเตอรี่ที่ได้มาตรฐาน ผ่านการรับรองจาก มอก. ไม่ควรนำก้อนแบตเตอรี่ ไปแช่ตู้เย็น เพื่อยืดอายุการใช้งานหรือเจาะแบต เพื่อให้หายบวมเด็ดขาด เพราะมันเป็นวิธีการที่ผิดและไม่ควรทำอย่างยิ่ง ทางแก้ไขที่ดีที่สุดควรเปลี่ยนไปใช้แบตเตอรี่โทรศัพท์ก้อนใหม่ที่ปลอดภัย ไม่ต้องเสี่ยงขณะใช้งานมือถืออีกด้วย

ต้องเร่งเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่มีอาการบวมหรือเสื่อมทันที พร้อมทำการปิดเครื่องก่อนเปลี่ยนแบตเตอรี่อันใหม่ และห้ามชาร์จไฟเด็ดขาด!! เพราะถ้าคุณยังคงใช้งานมันต่อไปเรื่อย ๆ หรือชาร์จไฟ กระแสไฟที่ชาร์จจะถ่ายโอนไปที่ก้อนแบตที่มีสภาพการใช้งานไม่เต็มร้อย อาจส่งผลให้ตัวเครื่องมีความเสี่ยงสูงจนเกิดอาการไหม้ หรือระเบิดเลยก็ได้ และที่สำคัญหากเปลี่ยนเป็นของแท้จากศูนย์บริการ หรือร้านตัวแทนจำหน่ายที่น่าเชื่อถือได้มาตรฐานตามข้างต้นที่เราแนะนำ รับรองเลยว่าคุณจะได้แบตเตอรี่ที่ปลอดภัย ไม่ทำให้เสี่ยงอันตราย

สาเหตุแบตบวม

หลังจากที่คุณได้ทำความเข้าใจกับวิธีการสังเกตและวิธีแก้ไขแบตบวมดันจอแล้ว ต่อมาเรามาดูสาเหตุที่ส่งผลให้แบตเตอรี่บวม ซึ่งแบตเตอรี่ส่วนใหญ่ที่เห็นว่าบวมได้บ่อยที่สุด คือแบตเตอรี่กลุ่มลิเธียม ว่าจะเป็นลิเธียมไอออน (Lithium ion) หรือลิเธียมโพลิเมอร์ (Lithium Polymer) โดยอุปกรณ์ที่เห็นเจอปัญหาแบตบวมบ่อยที่สุดก็คือ แบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือ นั่นเอง ซึ่งแบตเตอรี่กลุ่มนี้มีโอกาสที่จะเกิดอาการแบตบวมได้ทั้งสิ้น อาการบวมนี้เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุด้วยกัน ได้แก่

  1. แบตเตอรี่เสื่อมตามอายุการใช้งาน : หากแบตเตอรี่มีประสิทธิภาพการเก็บประจุไฟลดลง คุณสามารถสังเกตได้จากเปอร์เซ็นต์แบตเตอรี่จะหมดไวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้งาน และการดูแลรักษาของผู้ใช้งาน
  2. พฤติกรรมการใช้งาน : สุขภาพแบตเตอรี่โทรศัพท์ของคุณขึ้นอยู่กับผู้ใช้งาน เพราะผู้ใช้งานบางคนชอบเล่นมือถือขณะชาร์จไปด้วย ซึ่งนี่เป็นสาเหตุที่ทำให้แบตเตอรี่เสื่อม เกิดอาการบวมได้ง่าย เนื่องจากมีการทำงานที่หนักเกินไป
  3. การใช้เคสมือถือแบบที่เป็นยาง : การที่คุณเลือกใช้เคสมือถือแบบยาง อาจทำให้การระบายความร้อนระหว่างชาร์จแบตเตอรี่ทำงานได้ไม่เต็มที่ และมีการสะสมความร้อนสูง
  4. แบตเตอรี่ที่ใช้เป็นของปลอม : การที่คุณเลือกใช้แบตเตอรี่ปลอม ไม่ได้มาตรฐาน เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่จะส่งผลต่อตัวเครื่องและแบตเตอรี่ได้หากใช้งานไปสักระยะ ซึ่งการใช้แบตเตอรี่ที่ได้มาตรฐานเป็นอีกหนึ่งวิธีป้องกันแบตบวมที่ดีที่สุด
  5. Adapter ไม่ได้มาตรฐาน : บางครั้งปัญหาแบตเตอรี่บวมหรือเสื่อมไว อาจเกิดจากการใช้งาน Adapter ที่ไร้มาตรฐาน รวมไปถึงปลั๊กไฟที่ใช้เสียบอีกด้วย เพราะมันอาจทำให้เกิดไฟกระชากบ่อย จนส่งผลร้ายต่อแบตเตอรี่ก็เป็นได้
  6. ใช้งานจนแบตเตอรี่หมด 0% : เปอร์เซ็นต์แบตเตอรี่ที่ควรเริ่มชาร์จได้ควรมีให้เหลือสัก 30% แล้วชาร์จเลย ดีกว่าใช้งานจนเครื่องดับไปเอง

เว็บบาคาร่า

Categories
Featured วิธีดูแลรักษา

ไม่อยากให้แบตเตอรี่บวม อย่างพลาดวิธีป้องกันแบตบวมง่ายๆ

วิธีป้องกันแบตบวม

แบตเตอรี่โทรศัพท์ส่วนใหญ่เป็นแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่ใช้ปฏิกิริยาทางเคมีเพื่อสร้างพลังงาน หากแบตเตอรี่มีอายุมาก อาจจะก่อให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมีที่ไม่สมบูรณ์แบบซึ่งอาจส่งผลให้เกิดก๊าซที่ทำให้แบตเตอรี่บวม นอกจากนี้ถ้าชั้นภายในของแบตเตอรี่เกิดความเสียหายหรือบกพร่องจะไม่สามารถรักษาการแยกที่เหมาะสมได้ อาจเกิดการรั่วไหลจนบวมและเกิดการไหม้ได้ โดยอากาศบวมเป็นผลมากจากการที่อนุภาคก๊าซเข้าไปจับชั้นอยู่ภายในของแบตเตอรี่ จนในที่สุดก็เจาะพังผืดที่แยกชั้นออกมา จับความชื้นในอากาศ จะทำให้เกิดปฏิกิริยากับเซลล์ทำให้แบตบวม ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดอันตรายร้ายแรงขึ้นได้ ด้วยเหตุนี้คุณความต้องทราบถึงวิธีป้องกันแบตบวม เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายต่อตัวคุณและทรัพย์สินได้

สำหรับใครที่กำลังประสบปัญหาแบตเตอรี่เสื่อมหมดไว ใช้งานแปป ๆ ก็เกิดอาการเครื่องร้อน แบตเตอรี่บวมจนดันเครื่อง เป็นต้น โดยปัญหาเหล่านี้อาจส่งผลให้โทรศัพท์ของคุณเครื่องพังได้ หรืออาจร้ายแรงจนเกิดไฟไหม้เครื่อง และเครื่องระเบิดได้ ซึ่งวันนี้เราก็มีวิธีป้องกันแบตบวมมาฝากทุกคน จะมีวิธีไหนบ้าง ตามมาดูกันเลยค่ะ

วิธีป้องกันแบตบวมง่ายๆ ที่คุณไม่ควรพลาด

ใครที่กำลังเจอกับปัญหาแบตเตอรี่มือถือบวมหรือแบตบวมดันจอ หลังจากที่คุณได้ทราบถึงสาเหตุที่ทำให้แบตเตอรี่บวมแล้ว ต่อไปมาดูวิธีป้องกันแบตบวม โดยหากคุณปฏิบัติตามวิธีการต่อไปนี้จะช่วยยืดอายุการใช้งานและลดโอกาศการบวมของแบตเตอรี่โทรศัพท์ของคุณ

  1. ทำให้แบตเตอรี่ของคุณเย็นอยู่เสมอ

ปกติแล้วแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนเกลียดความร้อนที่สุด ดังนั้นคุณควรหลีกเลี่ยงการทิ้งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ไว้ในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิที่ร้อนเกินไป มิฉะนั้นอาจส่งผลให้เกิดอันตรายหรือทำให้แบตเตอรี่เกิดความเสียหายได้ ต้องพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้แบตเตอรี่เย็น และเมื่อคุณไม่ได้ใช้โทรศัพท์หรือแบตเตอรี่สำรองให้เก็บไว้ในบริเวณที่เย็นและแห้ง

  1. ใช้สายชาร์จโทรศัพท์ที่ได้มาตรฐาน

การชาร์จไฟมากเกินไปอาจเป็นภัยร้ายแรงต่อสุขภาพแบตเตอรี่โทรศัพท์ของคุณ และหากคุณใช้สายชาร์จแบตเตอรี่ที่ไม่ผ่านมาตรฐานอาจส่งผลเสียต่อแบตเตอรี่โทรศัพท์และอาจทำให้ ความเสียหายของทรัพย์สินตลอดจนชีวิตและความปลอดภัยของผู้ใช้งาน เช่น เกิดการช็อตและไฟรั่ว หรือทำให้แบตเตอรี่ที่เสียหาย จนทำก่อให้เกิดไฟไหม้ได้ ทางที่ดีคุณควรเลือกใช้สายชาร์จที่มาพร้อมกับเครื่องหรือซื้อสายชาร์จที่ได้มาตรฐานมาใช้งาน เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเอง

  1. เปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่

หากคุณสังเกตเห็นว่าแบตเตอรี่โทรศัพท์ของคุณไม่มีประจุเหลืออยู่อีกต่อไป คุณควรพิจารณาเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ได้แล้ว หากคุณเคยใช้แบตเตอรี่โทรศัพท์ 5 ชั่วโมงและตอนนี้คุณเหลือเวลา 30 นาทีนั่น เป็นสัญญาณที่ว่าส่วนประกอบของแบตเตอรี่กำลังเสื่อมสภาพ ซึ่งการเปลี่ยนแบตเตอรี่จะทำให้อายุการใช้งานแบตเตอรี่ที่ยาวนานหลายชั่วโมงกลับคืนมา แต่ยังช่วยให้มั่นใจได้ว่าแบตเตอรี่ปลอดภัย แถมยังช่วยยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่อีกด้วย และคุณควรทราบถึงวิธีกําจัดแบตบวมด้วย เพื่อคุณจะได้นำแบตเก่าไปทิ้งได้อย่างถูกที่ถูกทาง

  1. อย่าเสียบปลั๊กชาร์จโทรศัพท์ทิ้งไว้

คุณไม่จำเป็นต้องชาร์จแบตเตอรี่ตลอดเวลาก็ได้ เพราะมันไม่เป็นผลดีสำหรับแบตเตอรี่แน่นอน มีแต่จะทำให้เกิดความร้อนเพิ่มขึ้นและแบตเตอรี่จะเกิดความเสียหายและทำงานไม่เต็มที่ นี่ไม่ได้หมายความว่าคุณจะเสียบปลั๊กชาร์จโทรศัพท์ทิ้งไว้ไม่ได้ แต่คุณไม่จำเป็นต้องเสียบปลั๊กทิ้งไว้ตลอดทั้งวันในทุก ๆวันก็ได้

วิธีตรวจสอบแบตเตอรี่บวม

หลังจากที่คุณรู้วิธีป้องกันแบตบวม แต่คุณจะรู้ได้ยังไงว่าแบตเตอรี่ของคุณเริ่มมีอาการแบตบวมหรือยัง ซึ่งบางครั้งก็ไม่สามารถตรวจสอบได้ด้วยตาเปล่า นอกเสียจากว่ามันบวมมากจนดันจอแล้ว มีวิธีง่ายๆที่สามารถช่วยให้คุณตรวจสอบแบตเตอรี่บวม ดังนี้

  1. ตรวจสอบอุปกรณ์

เมื่อแบตเตอรี่บวมมันจะขยายตัวและดันส่วนประกอบอื่น ๆ ของโทรศัพท์ออกไป บ่อยครั้งที่จอแสดงผลปุ่มหรือแทร็คแพดจะถูกดันออกจากแนวปกติ หรือหากเคสโทรศัพท์ของคุณไม่พอดีหรือมีช่องว่างใหม่ระหว่างส่วนประกอบ นั่นเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าแบตเตอรี่ของคุณบวม

  1. ตรวจสอบด้วยกลิ่น

การตรวจสอบด้วยการดมกลิ่น หากคุณสังเกตเห็นหรือได้กลิ่นสารเคมีโลหะที่บริเวณโทรศัพท์ของคุณ ซึ่งมันอาจเป็นก๊าซจากแบตเตอรี่ที่ทำให้แบตเตอรี่บวมก็ได้

  1. ตรวจสอบแบตเตอรี่

หากอุปกรณ์ของคุณเปิดได้ง่ายโดยไม่รบกวนแบตเตอรี่ เช่น MacBook หรือ iPhone คุณสามารถเปิดอุปกรณ์และตรวจสอบแบตเตอรี่ด้วยสายตาเพื่อตรวจสอบหาอาการบวม หากแบตเตอรี่มีการพันหลวมหรือมีรอยยับมีลักษณะกลมมากกว่าสี่เหลี่ยมหรือดูเหมือนยกออกจากช่องใส่จนดันด้านหลังตัวเครื่องให้โก่งงอ หรือหน้าจอจนผิดสังเกต และอาจความร้อนมากกว่าปกติ แสดงว่าแบตเตอรี่บวมและประสิทธิภาพการทำงานของตัวเครื่องลดลง ควรได้รับการแก้ไขหรือรับการเปลี่ยนแบตใหม่

sa gaming

Categories
Featured วิธีดูแลรักษา

เมื่อแบต iphone บวม คุณควรปฏิบัติอย่างไร

แบต iphone บวม

แบต iphone บวม เป็นอีกหนึ่งในปัญหาน่ากลัวและอันตรายที่สุดที่อาจนำไปสู่การระเบิดได้ ดังนั้นทุกคนไม่ควรใช้งานมัน ยิ่งหากแบตเตอรี่โทรศัพท์ร้อนเกินจริง ซึ่งในความเป็นจริงแล้วแบตเตอรี่ iPhone ร้อนเกินจริงเกิดขึ้นเนื่องจากแบตเตอรี่มีอายุการใช้งานมากเกินไปหรือใช้งานหนักมานาน ทำให้เกิดความเสียหายและมีสภาพที่เก่า 

อีกหนึ่งสัญญาณที่ส่งผลให้แบต iphone บวมคือสิ่งที่เรียกว่าแก๊สหมด ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อแบตเตอรี่ชาร์จไฟมากเกินไปก่อให้เกิดความเสียหายหรือเก่า สถานการณ์นี้เป็นปฏิกิริยาทางเคมีที่ทำให้แบตเตอรี่ของคุณหมดลงและปล่อยก๊าซออกมา ทำให้แบตเตอรี่พองขึ้น หากโทรศัพท์ iphone ของคุณเกิดความเสียหายหรือบวมขึ้นมาให้คุณลองปฏิบัติตามวิธีที่เรานำมาแนะนำในวันนี้ จะมีวิธีไหนบ้าง ตามมาดูกันเลย

การตรวจสอบและวิธีจัดการเมื่อแบต iphone บวม

ในทางวิทยาศาสตร์แบตไอโฟนบวมเกิดจากปฏิกิริยาทางเคมีที่ปล่อยก๊าซออกมา ทำให้แบตเตอรี่พองขึ้น ซึ่งคุณสามารถตรวจสอบได้ว่าแบต iphone บวมจริงหรือไม่? ด้วยความรู้สึกภายนอก โดยปกติแล้วหากโทรศัพท์ iphone ของคุณมีอาการแบตเตอรี่บวมจะดันจอด้านหน้าและทำให้หน้าจอเป็นสีขาว นอกจากนี้การแยกที่เห็นได้ชัดเจนระหว่างตัวกล้องและหน้าจอยังเป็นสัญญาณว่าแบตเตอรี่ของคุณบวมและหากถามว่าแบตเตอรี่บวม อันตรายไหม? แน่นอนว่าอันตรายเพราะมันอาจทำให้เกิดการระเบิดและเผาไหม้ได้

เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ถูกต้องยิ่งขึ้นให้คุณใช้เครื่องมือพิเศษและดำเนินการถอดด้านหลังของ iPhone จากนั้นตรวจสอบว่าแบตเตอรี่บวมหรือไม่ แต่อย่างไรก็ตามหากคุณไม่มีประสบการณ์ในด้านนี้คุณก็ไม่ควรทำเพราะมันอันตรายมากอาจเสี่ยงต่อการระเบิดได้ ในกรณีที่คุณได้กลิ่นที่ผิดปกติหรือสัมผัสเครื่องแล้วมีความร้อนอย่างกะทันหันอย่าพยายามเปลี่ยนแบตเตอรี่เองโดยเด็ดขาดหากคุณยังไม่มีความชำนาญ

วิธีจัดการเมื่อแบตเตอรี่ iPhone เครื่องร้อนและแบตบวม

  1. ก่อนเริ่มซ่อมและเปลี่ยนแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ควรปฏิบัติ ดังนี้
  • ปล่อยให้แบตเตอรี่ iPhone เหลือน้อยจนเหลือ 0% เพราะแบตเตอรี่จะไม่มีพลังงาน ลดปัญหาการเผาไหม้
  • จัดให้ห้องมีอากาศถ่ายเท หากแบตเตอรี่มีควันพิษ เพื่อให้อากาศถ่ายเทหายใจได้สะดวก 
  • ควรสวมแว่นตาป้องกันเพื่อป้องกันดวงตาของคุณ และในขณะที่กำลังเปลี่ยนแบตเตอรี่ควรสวมถุงมือเพื่อป้องกันไม่ให้สารเคมีในแบตเตอรี่กระเด็นใส่มือของคุณ
  1. เตรียมถังทรายเพื่อป้องกันไฟไหม้ : วางแบตเตอรี่ iPhone บนพื้นผิวที่ทนไฟ ไม่ว่าในสถานการณ์ใดคุณต้องมีถังทรายเสมอ เพื่อดับไฟหากเกิดไฟไหม้จากการจุดชนวนแบตเตอรี่ และคุณสามารถทำสิ่งนี้กลางแจ้งได้ แต่ไม่ควรทำ

ในสภาพอากาศเย็นและแห้ง เพราะหากลิเธียมในแบตเตอรี่สัมผัสกับความชื้นจะทำให้เกิดปฏิกิริยากับไอน้ำและก่อให้เกิดการระเบิดได้

  1. จัดการแบตเตอรี่ที่มีอุณหภูมิสูงเกินจริงอย่างถูกต้อง : ในการถอดแบตเตอรี่ออกจากเครื่องและทำความสะอาด โดยใช้ตัวทำละลาย เช่น ไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์หรืออะซิโตนที่มีความเข้มข้นสูง (ควรใช้ในปริมาณเล็กน้อยเนื่องจากตัวทำละลายเป็นสารไวไฟและยังมีอะซิโตนอยู่ อาจทำให้ชิ้นส่วนพลาสติกเสียหายได้) นอกจากนี้เครื่องมือในการถอดแบตเตอรี่ต้องเป็นพลาสติกและระวังอย่าให้แบตเตอรี่ทะลุเพราะอาจปล่อยสารเคมีที่เป็นอันตรายทำให้เกิดเพลิงไหม้ได้
  2. หลังจากถอดก้อนแบตเตอรี่ : เมื่อถอดแบตเตอรี่ออกจากอุปกรณ์แล้วคุณไม่ควรทิ้งลงในน้ำหรือไฟ เพื่อทำลายแบตเตอรี่เด็ดขาด ควรห่อด้วยกระดาษหรือถุงพลาสติกในถังขยะแล้วนำไปที่โรงงานรีไซเคิลหรือจุดทิ้งขยะอันตราย

การเคลมเปลี่ยนแบตเตอรี่ iPhone

หากแบต iphone บวม แต่คุณไม่สามารถเปลี่ยนแบตเตอรี่เองได้หรือหากคุณสงสัยว่าโทรศัพท์ iphone มีอาการแบตบวม คุณสามารถเปลี่ยนแบต iphoneได้ที่ Apple Store หรือผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาตจาก Apple เพราะสถานที่ให้บริการที่ได้รับอนุญาตจะใช้ชิ้นส่วนแท้ของ Apple โดยตรง และถ้าโทรศัพท์ iphone ของคุณอยู่ในระยะการได้รับประกันของ Apple ค่าใช้จ่ายเปลี่ยนแบตจะเป็นไปตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคของ AppleCare โดยแบตเตอรี่ต้องเก็บประจุได้น้อยกว่า 80% ของความจุเดิม บริการซ่อมแซมโทรศัพท์ iphone ของคุณจะไม่เสียค่าใช้จ่าย และหากไม่อยู่ในประกันค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนแบตเตอรี่จะขึ้นอยู่กับรุ่น iPhone ของคุณ ซึ่งมีราคาการเปลี่ยนแบตเตอรี่สำหรับ iPhone ดังนี้

  • iPhone X, iPhone XS, iPhone XS Max,iPhone XR, iPhone 11 Pro Max,iPhone 11 Pro, iPhone 11 จะมีราคาอยู่ที่ 2,300 บาท
  • iPhone SE (รุ่นที่ 2), iPhone SE,iPhone 6, iPhone 6 Plus,iPhone 6s, iPhone 6s Plus,iPhone 7, iPhone 7 Plus,iPhone 8, iPhone 8 Plus,และรุ่นอื่นๆ ทั้งหมดที่เข้าเกณฑ์จะมีราคาอยู่ที่ 1,600 บาท

sa gaming

Categories
Featured วิธีดูแลรักษา

แนะนำการสังเกตและวิธีแก้ไขปัญหาความร้อนที่ทำให้แบต Huawei บวม

แบต Huawei บวม

บนอินเทอร์เน็ตมีโพสต์และการสนทนามากมาย ซึ่งผู้คนได้แบ่งปันปัญหาที่พวกเขากำลังเผชิญเกี่ยวกับโทรศัพท์ Huawei โดยปัญหาใหญ่ที่สุดที่เราพบคือแบตเตอรี่หมดและความร้อนสูงเกินไป สิ่งเหล่านี้จะส่งผลทำให้แบต Huawei บวมได้ ดังนั้นเราจึงมีมีวิธีการสังเกตและวิธีแก้ไขปัญหาความร้อนของโทรศัพท์มาแบ่งปัน เพื่อเป็นแนวทางช่วยคุณแก้ปัญหาแบตบวมได้

วิธีการสังเกตความร้อนของโทรศัพท์ที่อาจทำให้แบต Huawei บวม

ก่อนที่เราจะไปดูวิธีแก้ปัญหาแบต Huawei บวม เรามาดูวิธีการสังเกตว่าแบตเตอรี่ของโทรศัพท์คุณบวมจริงหรือไม่ ซึ่งแบตบวมเกิดจากหลายปัจจัย โดยคุณสามารถสังเกตด้วยวิธีดังต่อไปนี้

  1. แก้ปัญหาความร้อนของโทรศัพท์ Huawei ให้แคบลง

ผู้คนจำนวนมากซื้อโทรศัพท์ Huawei และบางคนก็บ่นเกี่ยวกับปัญหาแบตเตอรี่และการชาร์จของ Huawei เป็นจำนวนมาก ความร้อนเป็นเรื่องปกติไม่ใช่ปัญหา เพราะสมาร์ทโฟนทุกเครื่องเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แต่เมื่อคุณเผชิญกับปัญหานี้ตลอดเวลาและคุณรู้สึกว่าโทรศัพท์ของคุณร้อนขึ้นมากและอาจทำให้เกิดความเสียหายหรือเป็นอันตรายต่อคุณ ซึ่งอาการแบบนี้อาจส่งผลให้แบตบวมได้ง่าย

  1. ด้านหลังโทรศัพท์ของคุณร้อนขึ้นหรือไม่?

หากคุณรู้สึกว่าด้านหลังของโทรศัพท์มือถือของคุณกำลังประสบปัญหาร้อนขึ้นหรือร้อนกว่าปกติ คุณต้องเข้าใจว่าปัญหานี่ไม่ได้เกิดจากโทรศัพท์ Huawei แต่เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับแบตเตอรี่ของ Huawei โดยตรง สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคือแบตเตอรี่โทรศัพท์ของคุณอาจเกิดความเสียหายได้ นอกจากนี้คุณอาจจะประสบปัญหาด้านหลังโทรศัพท์ร้อนเมื่อคุณชาร์จโทรศัพท์จากที่ชาร์จอื่น ๆ เราแนะนำให้ลองชาร์จโทรศัพท์ของคุณจากเครื่องชาร์จของแท้และที่ Huawei ให้มาเผื่อปัญหานี้จะหมดไป

  1. ฐานโทรศัพท์ของคุณร้อนขึ้นหรือไม่?

สังเกตที่ด้านล่างที่เป็นที่เสียบสายชาร์จว่าร้อนขึ้นหรือไม่? หากร้อนขึ้นจริงคุณต้องเข้าใจว่านี่เป็นปัญหาเกี่ยวกับที่ชาร์จ โดยที่ชาร์จ Huawei อาจมีความผิดปกติหรือคุณอาจให้ที่ชาร์จแบตที่ไม่ได้มาตรฐาน ในการแก้ไขปัญหาการชาร์จของ Huawei ด้วยการเปลี่ยนที่ชาร์จที่เหมาะสำหรับโทรศัพท์ของคุณ

  1. โทรศัพท์ Huawei ร้อนขึ้นบริเวณด้านหลังส่วนบนหรือไม่?

หากโทรศัพท์ Huawei ของคุณร้อนขึ้นบริเวณด้านหลังส่วนบนค ต้องเข้าใจว่านี่ไม่ใช่ปัญหาแบตเตอรี่เลย อาจมีปัญหากับลำโพงหรือหน้าจอ ดังนั้นแก้ไขปัญหานี้ได้ด้วยวิธีที่ระบุด้านล่างนี้

  • หากโทรศัพท์ร้อนขึ้นจากลำโพง

หากคุณรับรู้ว่าส่วนที่ให้ความร้อนคือลำโพง และนี่ไม่ใช่แค่ปัญหาหลักเท่านั้น แต่อาจทำให้หูของคุณเกิดอันตรายได้ ซึ่งปัญหานี้จะยังคงมีอยู่เมื่อลำโพงของโทรศัพท์ของคุณทำงานผิดปกติ ดังนั้นคุณต้องรีบไปที่ศูนย์บริการ Huawei ที่ได้รับอนุญาตและทำการซ่อมแซมทันที

  • หากหน้าจอของโทรศัพท์ร้อนขึ้น

หากหน้าจอหรือจอแสดงผลของโทรศัพท์ Huawei ของคุณร้อนขึ้นและบางครั้งดูเหมือนว่าจะมีอุณหภูมิสูงมากคุณสามารถรับรู้ได้อย่างง่ายดายว่าเป็นปัญหากับโทรศัพท์ Huawei ของคุณเท่านั้น ดังนั้นคุณต้องปฏิบัติตามคำแนะนำที่ให้ไว้ด้านล่าง

การแก้ไขปัญหาโทรศัพท์ร้อน

ตอนนี้คุณได้รู้วิธีการสังเกตความร้อนของโทรศัพท์ที่อาจทำให้แบต Huawei บวม ซึ่งปัญหานี้พบมากใน huawei nova 3iและคุณอาจพบว่าปัญหานี้เกิดจากตัวโทรศัพท์ที่ส่งผลให้แบตเตอรี่ร้อนขึ้น เพราะฉะนั้นมาดูวิธีแก้ไขปัญหาโทรศัพท์ร้อนได้ตามที่ระบุด้านล่างนี้

  • ใช้แอปของบุคคลที่สามเพื่อถนอมแบตเตอรี่

เป็นทางเลือกที่ดีในการใช้แอปของบุคคลที่สาม เพื่อลดการใช้พลังงานแบตเตอรี่บนสมาร์ทโฟนของคุณ ซึ่งเรามีแอปที่อยากจะแนะนำให้คุณรู้จักอย่าง greenify Greenify เป็นUtility อันดับ 1 ของ Lifehacker ในปี 2013 เป็นแอปพลิเคชัน Android ที่ผู้ใช้โทรศัพท์ Android หลายคนต่างชื่นชอบ แอปนี้ช่วยให้คุณระบุแอปที่คุณไม่ได้ใช้งานและทำให้แอปเหล่านั้นเข้าสู่โหมด Hibernate และป้องกันไม่ให้อุปกรณ์ของคุณล้าหลังและถนอมแบตเตอรี่ เมื่อไม่มีแอปทำงานในพื้นหลังคุณจะเห็นอายุการใช้งานแบตเตอรี่ของ Huawei เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

  • ทำให้โทรศัพท์ของคุณมีพื้นที่ว่างมากขึ้น

สิ่งสำคัญที่ทำให้โทรศัพท์ Huawei ของคุณมีพื้นที่ว่างมากขึ้น ต้องลบแอปและข้อมูลที่ไม่จำเป็นต่อใช้งาน ซึ่งสิ่งนี้จะทำให้โทรศัพท์และโปรเซสเซอร์ของคุณมีพื้นที่ว่างมากขึ้น เพราะมันจะช่วยให้โทรศัพท์ของคุณทำงานน้อยลงซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาแบตเตอรี่ Huawei และปัญหาความร้อนสูงเกินไป 

  • เปลี่ยนการตั้งค่าบนโทรศัพท์ของคุณเพื่อยืดอายุแบตเตอรี่

คุณสามารถปิดบริการระบุตำแหน่งเพื่อลดการใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ได้ นอกจากนี้การปรับการตั้งค่า GPS ยังช่วยให้คุณใช้งานแบตเตอรี่ได้นานขึ้น โดยการไปที่การตั้งค่า> ตำแหน่ง> โหมดและคุณจะเห็น 3 ตัวเลือก ความแม่นยำสูงซึ่งใช้ GPS, Wi-Fi และเครือข่ายมือถือในการกำหนดตำแหน่งของคุณซึ่งจะใช้พลังงานค่อนข้างมากในการทำงาน หากคุณปิดการตั้งค่านี้จะช่วยลดการสิ้นเปลืองแบตเตอรี่ และคุณสามารถเปลี่ยนการตั้งค่าเป็นตัวเลือกการประหยัดแบตเตอรี่ได้ โดยไปที่การตั้งค่า> แอปพลิเคชัน> ทั้งหมด> บริการ Google Play ที่นี่แตะที่ปุ่มล้างแคช การดำเนินการนี้จะรีเฟรชบริการ Google Play และหยุดแคชที่กินแบตเตอรี่ของคุณ

จีคลับ