สอนใช้ มือถือ คอมพิวเตอร์ สอนสร้างเว็บ
Categories
สอนใช้

วิธีเชื่อมต่อคอนโทรลเลอร์ PS4 และ Xbox กับ Phone, iPad และ Apple TV ของคุณ สำหรับเล่นเกม

คุณรู้หรือไม่? ว่าคุณสามารถใช้คอนโทรลเลอร์จาก PS4 และ Xbox เชื่อมต่อกับ Phone, iPad, iPod Touch และ AppleTV สำหรับเล่นเกม Apple Arcade ได้แล้ว อีกทั้งยังช่วยเพิ่มประสบการณ์การเล่นเกมที่ดีมากขึ้น

Apple Arcade เป็นบริการเกมแบบสมัครสมาชิกยอดฮิตที่มีเกมเกือบ 200 เกมที่ให้คุณสามารถเล่นได้บน iPhone, iPad และ Apple TV แต่บางเกมการเล่นแบบแตะหน้าจออาจจะไม่สะดวกและทำให้คุณรู้สึกรำคาญได้ เช่น การเล่นเกม Shinsekai: Into the Depths หรือ Sneaky Sasquatch ดังนั้นการใช้คอนโทรลเลอร์ไร้สายสำหรับเล่นเกมนั้นจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้คุณเอ็นจอยกับการเล่นเกมมากขึ้น และโชคดีมากที่ตอนนี้ iOS 14 , iPadOS 14 และTVOS 14 สามารถรองรับการเชื่อมต่อกับคอนโทรลเลอร์ไร้สายอย่าง PS4 และ Xbox ได้แล้ว นั่นหมายความว่าคุณจะสามารถใช้คอนโทรลเลอร์เหล่านี้เพื่อเล่นเกมจำนวนมากบนอุปกรณ์ Apple ของคุณได้ ซึ่งบทความนี้จะคุณไปดูวิธีการเชื่อมต่อคอนโทรลเลอร์ PS4 และ Xbox กับ Phone, iPad และ Apple TV ของคุณ 

PS4 และ Xbox

การเชื่อมต่อคอนโทรลเลอร์ PS4 และ Xbox กับ iPhone, iPad และApple TV ของคุณ

มาเริ่มกันที่คอนโทรลเลอร์ PS4 หรือ PlayStation 4 เป็นเครื่องเล่นวิดีโอเกมที่สามารถเชื่อมต่อกับ Internet ได้ สร้างขึ้นโดยบริษัท Sony Interactive Entertainment PS4 มีระบบประมวลผลระดับเซลล์ที่ซับซ้อนกว่าเพลย์สเตชันรุ่นก่อน ซึ่งมันจะช่วยทำให้การเล่นเกมบน iPhone, iPad และApple TV ของคุณง่ายขึ้น ซึ่งมันจะช่วยทำให้การเล่นเกมบ iPhone, iPad และApple TV ของคุณง่ายขึ้น

วิธีเชื่อมต่อคอนโทรลเลอร์ PS4 

  1. ตรวจสอบให้แน่ใจว่าคอนโทรลเลอร์ของคุณชาร์จเต็มแล้วหรือไม่
  2. เปิด iPhone, iPod Touch หรือ iPad ไปที่การตั้งค่า > บลูทูธ
  3. สำหรับApple TV ไปที่ การตั้งค่า > รีโมทและอุปกรณ์ > บลูทูธ
  4. เมื่อคุณเปิดบลูทูธแล้วให้กดปุ่ม PlayStation และปุ่ม Share พร้อมกันบนคอนโทรลเลอร์ของคุณ
  5. หลังจากนั้นคุณจะเห็น DualShock 4 Wireless Controller ปรากฏขึ้นในรายการ Bluetooth ของคุณ ให้แตะที่มันเพื่อเชื่อมต่อ
  6. เมื่อคุณเชื่อมต่อแล้วคอนโทรลเลอร์ PS4 จะสว่างเป็นสีชมพู เพียงเท่านี้การเชื่อมต่อของคุณก็เสร็จสิ้น

มาต่อกันที่การเชื่อมต่อกับคอนโทรลเลอร์ Xbox (เอ็กซ์บอกซ์) เครื่องเล่นวิดีโอเกมแบบคอนโซล สร้างขึ้นโดย บริษัท Microsoft (ไมโครซอฟท์) มีลักษณะคล้ายเครื่องเล่นเกมทั่วไป แต่ไม่ใช่ CPU Computer โดยทั่วไปใช้เชื่อมต่อกับจอแสดงภาพ ซึ่ง Xbox แต่ละรุ่นจะมีลูกเล่นและจุดเด่นที่แตกต่างกัน นั่นหมายความว่าก่อนเริ่มเชื่อมต่อคอนโทรลเลอร์ Xbox เข้ากับอุปกรณ์ Apple ของคุณ คุณควรทราบก่อนว่าคอนโทรลเลอร์ Xbox บางตัวอาจไม่สามารถทำงานกับ iPhone, iPad หรือ AppleTV ของคุณได้ ดังนั้นก่อนที่คุณจะทำการเชื่อมต่อกับคอนโทรลเลอร์ Xbox คุณควรตรวจสอบก่อนว่าคุณมีคอนโทรลเลอร์ Xbox รุ่นใดและสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่น ๆ ได้หรือไม่? โดยคุณสามารถตรวจสอบรุ่น Xbox ได้ง่าย ๆ ด้วยการเปิดช่องใส่แบตเตอรี่ของคอนโทรลเลอร์ Xbox One แล้วดึงแบตเตอรี่ออก ซึ่งที่ฉลากด้านใน จะระบุหมายเลขรุ่นด้านล่าง Redmond, Washington

PS4 และ Xbox

วิธีการเชื่อมต่อคอนโทรลเลอร์ Xbox

  1. เปิดการตั้งค่า Bluetooth บนอุปกรณ์ Apple ของคุณ
  2. จากนั้นเปิดการควบคุมโดยการกดปุ่ม โลโก้ Xbox
  3. กดปุ่มConnect ที่ด้านบน/ด้านหน้าของคอนโทรลเลอร์
  4. คุณจะเห็นโลโก้ Xbox กะพริบเร็ว ๆ แสดงว่าอยู่ในโหมดการจับคู่
  5. ตรวจสอบรายการ Bluetooth ของอุปกรณ์ Apple แล้วแตะที่ Xbox Wireless Controller เพื่อจับคู่และเชื่อมต่อ
  6. ตัวควบคุมควรอยู่ในรายการโดยอัตโนมัติภายใต้อุปกรณ์ที่จับคู่กับอุปกรณ์ของคุณแล้ว
  7. บางครั้งเมื่อคุณลองใช้งาน จะมีหน้าต่างปรากฏขึ้นเพื่อถามว่าคุณต้องการจับคู่ตัวควบคุมหรือไม่ หากเกิดเหตุการณ์นี้ ให้แตะที่จับคู่
PS4 และ Xbox

บทสรุป

โดยปกติแล้วคอนโทรลเลอร์ PS4 และ Xbox สามารถใช้งานร่วมกับเกมส่วนใหญ่ได้ดี แต่มีเพียง Xbox เท่านั้นที่ไม่สามารถรองรับแผ่นเกมที่เล่นบนเครื่องเล่นวิดีโอเกมทั่วไปได้ รวมไปจนถึงแผ่นเกม Xbox ด้วยกัน เพราะแต่ละรุ่นก็จะมีลูกเล่นและจุดเด่นที่แตกต่างกันไป อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ทั้ง PS4 และ Xbox สามารถเชื่อมต่อกับเกมบน Apple Arcade ได้แล้ว ซึ่งต้องขอบคุณ Apple ที่ทำให้กระบวนการเชื่อมต่อคอนโทรลเลอร์ PS4 และ Xbox กับ iPhone, iPad และApple TV ของคุณกลายเป็นเรื่องง่ายและสะดวกมากขึ้น ช่วยให้คุณเพลิดเพลินกับเกมของคุณ นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดที่น่าสนใจอย่างหนึ่งคือ คุณสามารถเชื่อมต่อคอนโทรลเลอร์ไร้สายหลายตัวเข้ากับอุปกรณ์เครื่องเดียวได้ คุณสามารถเชื่อมต่อทั้งคอนโทรลเลอร์ Xbox One S และ DualShock 4 กับ iPhone ของคุณได้ในเวลาเดียวกัน

Suwanna Preebunpul

สวัสดีค่ะ ผู้อ่านที่น่ารักทุกท่าน นักเขียนออยนะคะ ไลฟ์สไตล์ส่วนตัว ชอบท่องเที่ยว ถ่ายรูป เขียนบทความแนวแนะนำสินค้า, เทคโนโลยี, สาระความรู้, แฟชั่น และGraphic Design ด้วยความที่ส่วนตัวชอบทำอะไรใหม่ ๆ อยู่เสมอ ในอนาคตข้างหน้าอาจจะมีงานเขียนแนวใหม่ ๆ ออกมา ยังไงก็ฝากติดตามผลงานด้วยนะคะ

Contact >> Instagram, Facebook, Line

สล็อตออนไลน์ ฝาก-ถอนไม่มีขั้นต่ำ

Suwanna Preebunpul
Categories
News

รีวิว Galaxy Z Flip 3 โทรศัพท์พับได้ของ Samsung จากผู้ใช้งานจริง!

Galaxy Z Flip 3

หากใครกำลังมองหาโทรศัพท์หน้าจออัตราการรีเฟรช 120Hz ราคาถูก เราขอแนะนำโทรศัพท์พับ Galaxy Z Flip 3 จาก Samsung ตัวเครื่องเป็นเกราะอะลูมิเนียม และหน้าจอที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ ถือเป็นสมาร์ทโฟนใหม่ที่พับหน้าจอได้ที่ดีที่สุดของ Samsung ด้วยความที่มันเป็นโทรศัพท์พับทำให้คุณสามารถพับครึ่งพลิกเปิดได้ด้วยมือเดียว มีสีให้เลือกทั้งหมด 7 สี ได้แก่ Black, White, Pink, Green, Gray, Purple และ Beige Galaxy Z Flip 3 อาจจะเป็นโทรศัพท์มือถือที่สามารถพับได้เครื่องแรกที่คุณจะพิจารณาซื้อก็ได้ โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 34,900 บาท มีทั้งหมด 2 รุ่น ได้แก่ รุ่น RAM 8GB + ROM 128GB และ รุ่น RAM 8GB + ROM 256GB ปัจจุบันมีผู้ใช้ Galaxy Z Flip 3 จำนวนมากได้เขียนรีวิวเกี่ยวกับการใช้งานโทรศัพท์พับ Galaxy Z Flip 3 จาก Samsung เครื่องนี้ และวันนี้เราก็ไม่พลาดที่จะนำข้อมูลเหล่านั้นมาแชร์ให้กับผู้อ่านทุกท่าน โดยการรีวิวในครั้งนี้เราได้ข้อมูลมาจาก Patrick Holland ผู้ใช้งานจริงที่ได้เขียนรีวิวไว้ในบล็อกส่วนตัว 

Galaxy Z Flip 3

รีวิว Galaxy Z Flip 3 : ความรู้สึกหลังการใช้งาน

Patrick Holland ได้ระบุไว้ว่า Galaxy Z Flip 3 ตัวเครื่องบานพับ และหน้าจอทำจากวัสดุที่แข็งแรงและทนทานยิ่งขึ้นที่ทำมากจากวัสดุที่ Samsung เรียกว่า Armor Aluminium และเสริมด้วยโลหะอื่น ๆ คล้ายกับการใช้เหล็กเส้นเสริมความแข็งแรงในกับคอนกรีตในการก่อสร้าง ส่วนความต้านทานแรงดึงพิเศษนั้นรู้สึกเหมือนเป็นชิ้นเดียวกัน ให้ความรู้สึกเหมือน โทรศัพท์พับได้ ทั่วไป หน้าจอมีรอยพับตรงกลาง แต่ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกรำคาญ อีกทั้งยังถูกจัดเป็นประเภทโทรศัพท์กันน้ำ และซอฟต์แวร์ได้รับการปรับปรุงใหม่ทำให้ Z Flip 3 เทียบเท่ากับโทรศัพท์ 1,000 ดอลลาร์อื่น ๆ ได้ แต่ยังไม่ทราบถึงความทนทานในระยะยาว

ตัวเครื่องและบานพับ หน้าจอมีฟิล์มป้องกันใหม่ที่ให้ความรู้สึกที่เรียบเนียน มันไม่เหมือนกับการใช้โทรศัพท์หน้าจอแบบกระจกโดยตรง แต่ให้ความรู้สึกคล้ายกับหน้าจอกระจก ที่มีตัวป้องกันเป็นพลาสติกติดอยู่ ซึ่งในทางเทคนิคแล้วมันคือ หน้าจอยังคงเก็บลายนิ้วมือได้ ทำให้เวลาสัมผัสหน้าจอคุณจะเห็นรอยนิ้วมือของคุณติดอยู่ที่หน้าจอ และด้วยความที่หน้าจอรองรับอัตราการรีเฟรชแบบปรับได้ 120Hz จึงทำให้ภาพหน้าจอดูสวยงาม แม้จะอยู่กลางแจ้งในวันที่มีแดดจ้า หน้าจอมองเห็นได้ง่ายและสว่างกว่า Z Flip และ Z Flip 5G รุ่นดั้งเดิม โดยรวมแล้วหน้าจอหลักอยู่ในระดับเดียวกับโทรศัพท์รุ่นอื่น ๆ ในราคาใกล้เคียงกัน

ในส่วนของหน้าจอด้านนอกหรือหน้าจอคัฟเวอร์ของ Z Flip ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม การแตะหน้าจอเพียงครั้งเดียวจะแสดงเวลา แตะสองครั้งเพื่อแสดงรูปสัตว์ที่เคลื่อนไหวเพื่อทักทายคุณ ปัดไปทางซ้ายเพื่อแสดงการแจ้งเตือนของคุณ สามารถแสดงข้อความได้สูงสุด 4 บรรทัดในแต่ละครั้ง และคุณสามารถเลื่อนดูการแจ้งเตือนได้ ปัดขึ้นเพื่อเปลี่ยนความสว่างหรือระดับเสียงของหน้าจอปก ปัดลงเพื่อใช้ Samsung Pay ปัดไปทางขวาเพื่อใช้วิดเจ็ตหน้าจอปกสำหรับสภาพอากาศ การปลุก ตัวจับเวลา การควบคุมเพลง การนับก้าวรายวันและกำหนดการของคุณ

Galaxy Z Flip 3

กล้องและอายุการใช้งานแบตเตอรี่

สำหรับการใช้งานกล้อง Galaxy Z Flip 3 ดูเหมือนว่า Samsung จะไม่ได้อัพเกรดฮาร์ดแวร์กล้อง เนื่องจากมีกล้องไวด์และอัลตร้าไวด์ และกล้องเซลฟี่บนจอแสดงผลหลัก ซึ่งสิ่งเหล่านี้เทียบเท่ากับกล้องที่พบในโทรศัพท์ ราคา 700 ดอลลาร์ นั่นหมายความว่า Z Flip 3 มีราคาสูงเพราะมันพับครึ่งได้ ไม่ใช่เพราะกล้อง แต่โครงสร้างที่ไม่เหมือนใครนั้นกลับทำให้ประสบการณ์ถ่ายภาพและบันทึกวิดีโอนั้นพิเศษและยอดเยี่ยมมากขึ้น เช่น รูปร่างและขนาดที่พับได้ทำให้ Z Flip 3 เป็นขาตั้งกล้องของตัวเองได้ 

นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งคุณลักษณะที่ไม่ได้รับการอัพเกรด นั่นคือ แบตเตอรี่ คู่ 3,300 mAh พร้อมรองรับการชาร์จเร็ว 15 วัตต์ของ Z Flip 3 ในวันที่ใช้งานปานกลางถึงหนัก ด้วยหน้าจอที่อัตราการรีเฟรชแบบปรับได้ที่ 120Hz และความสว่างที่ 80% แบตเตอรี่เต็มจะสามารถใช้งานได้ประมาณ 11 ชั่วโมง เมื่อเทียบกับโทรศัพท์รุ่นอื่น ๆ ในราคานี้ยังถือว่าไม่ดี และหลายครั้งจะเห็นได้ชัดว่า Z Flip 3 อุ่นขึ้น ตัวอย่างเช่น การบันทึกวิดีโอ อัปโหลดไปยัง Instagram ผ่าน 5G แล้วฟังเพลย์ลิสต์บน Spotify แต่โชคดีที่มันไม่เคยร้อน นี่จึงถือเป็นอีกหนึ่งข้อเสียของการเป็นเจ้าของโทรศัพท์ขนาดเล็ก Z Flip 3 เครื่องนี้

Suwanna Preebunpul

Suwanna Preebunpul

สวัสดีค่ะ ผู้อ่านที่น่ารักทุกท่าน นักเขียนออยนะคะ ไลฟ์สไตล์ส่วนตัว ชอบท่องเที่ยว ถ่ายรูป เขียนบทความแนวแนะนำสินค้า, เทคโนโลยี, สาระความรู้, แฟชั่น และGraphic Design ด้วยความที่ส่วนตัวชอบทำอะไรใหม่ ๆ อยู่เสมอ ในอนาคตข้างหน้าอาจจะมีงานเขียนแนวใหม่ ๆ ออกมา ยังไงก็ฝากติดตามผลงานด้วยนะคะ

Contact >> Instagram, Facebook, Line

สล็อตฝากถอนไม่มีขั้นต่ํา

Categories
สอนใช้

ผู้ใช้ Messenger ไม่ควรพลาดกับฟีเจอร์ Soundmoji อิโมจิมีเสียง ฟีเจอร์ใหม่จาก Facebook 

 Messenger

ปัจจุบันมีผู้คนทั่วโลกส่งข้อความพร้อมอิโมจิมากกว่า 2.4 พันล้านคนบน Messenger ในแต่ละวัน ซึ่งอิโมจิถือเป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มสีสันให้กับบทสนทนาของคุณ และเรามักใช้มันในการพูดในสิ่งที่ไม่สามารถพูดได้ แต่ถ้าหากอิโมจิเหล่านั้นสามารถพูดได้ล่ะ พวกมันจะมีเสียงอย่างไรกันนะ? เราขอแนะนำฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดจาก Facebook ที่จะทำให้คุณสนุกสนานไปกับการแสดงความรู้สึกบน Messenger มากขึ้นผ่านฟีเจอร์ Soundmoji หรืออิโมจิแบบมีเสียง

เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคมที่ผ่านมา Facebook ได้ประกาศเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดอย่าง Soundmoji สำหรับผู้ใช้ Messenger ทั่วโลก ซึ่งฟีเจอร์นี้จะแสดงคลิปเสียงสั้น ๆ ควบคู่ไปกับอิโมจิ ซึ่งหลายคนอาจจะเคยเห็นฟีเจอร์นี้บนแอปพลิเคชัน LINE กันมาแล้วบ้าง ดังนั้นนี่จึงถือเป็นครั้งแรกของ Messenger ที่สามารถทำได้ เพื่อยกระดับการสนทนาระหว่างเพื่อนของคุณ และช่วยเพิ่มสีสันและความมีชีวิตชีวาให้กับการแชทของคุณ โดย Soundmoji มีอิโมจิพร้อมเสียงให้เลือกใช้ทั้งหมด 27 แบบ เช่น เสียงผายลม เสียงกลอง เสียงหัวเราะ เสียงไวโอลิน เสียงผี เสียงช็อต เสียงจูบ และอีกมากมาย และคาดว่าในอนาคตจะมีรูปแบบอื่น ๆ เพิ่มมากขึ้น

วิธีใช้ฟีเจอร์ Soundmoji บน Facebook Messenger ที่คุณไม่ควรพลาด

สำหรับผู้ใช้งาน Messenger Facebook ได้เผยว่า ฟีเจอร์ Soundmojis จะมีเสียง อิโมจิ ให้ใช้ตั้งแต่เสียงปรบมือ เสียงจิ้งหรีด เสียงลองและเสียงหัวเราะอันชั่วร้าย ไปจนถึงคลิปเสียงเพลงจากศิลปินชื่อดังอย่างเช่น Rebecca Black และรายการทีวีและภาพยนตร์อย่าง F9 ของ Universal Pictures, NBC และ Universal Television’s Brooklyn Nine-Nine รวมไปจนถึง Bridgerton ของ Netflix และ Shondaland หากคุณต้องการใช้ฟีเจอร์ใหม่ Soundmojis บน Facebook Messenger สามารถทำตามขั้นตอนง่าย ๆ ด้านล่างนี้ 

  1. เปิดแอป Messenger และเปิดแชทเพื่อนที่คุณต้องการส่ง Soundmoji
  2.  Messenger
  3. คลิกที่ไอคอนรูปหน้ายิ้มในแถบช่องแชทที่ด้านล่างเพื่อเปิดเมนูแชท 
  4.  Messenger
  5. เมื่อหน้าจอแสดงเมนูแชทแล้วให้คลิกที่ไอคอนรูปลำโพง 
  6.  Messenger
  7. หลังจากนั้นคุณก็สามารถเลือกดูตัวอย่าง Soundmoji ซ้ำ ๆ ได้ก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะส่งอันไหนให้เพื่อนของคุณ 
  8.  Messenger
  9. จากนั้นแตะที่ไอคอนส่ง เมื่อคุณได้ตัดสินใจแล้วว่าจะส่ง Soundmoji นี้ให้เพื่อน หลังจากนั้น Soundmoji ที่คุณเลือกจะถูกส่งไปยังเพื่อนของคุณพร้อมการเล่นเสียง Soundmoji
 Messenger

ฟีเจอร์ Soundmoji สามารถใช้งานได้บนมือถือผ่านแอป Messenger เท่านั้น

ปัจจุบันผู้ใช้ Messenger สามารถใช้งานฟีเจอร์ Soundmoji หรือ อิโมจิมีเสียง ได้แล้วบนมือถือผ่าน แอป Messenger เท่านั้น โดยสามารถใช้งานได้ทั้งระบบปฏิบัติการ iOS และ Android สำหรับ Messenger บนเว็บ Facebook ตอนนี้เรายังไม่พบฟีเจอร์นี้ นั่นหมายความว่าคุณจะไม่สามารถใช้งาน Soundmoji บนเว็บเบราว์เซอร์ได้ หากคุณส่ง Soundmoji ผ่านแอป Messenger ส่งให้กับเพื่อนที่ใช้งาน Messenger บนเว็บ Facebook พวกเขาจะไม่ได้ยินเสียงจากอิโมจิที่คุณส่ง และในขณะนี้ผู้ใช้งานไม่สามารถสร้าง Soundmojis ที่กำหนดเองได้ แต่เราคิดว่าตอนนี้ไลบรารี Soundmojis ที่ได้รับการปรับแต่งและพร้อมใช้งานในปัจจุบันจะได้รับการอัปเดตเรื่อย ๆ ด้วยเอฟเฟกต์เสียงใหม่และเสียงเพลงที่ได้รับความนิยมในช่วงเวลานั้น ๆ ซึ่งแน่นอนว่าเสียงแต่ละเสียงจะแสดงออกมาพร้อมกับอิโมจินั้น ๆ ทำให้การส่งอิโมจิของคุณมีลูกเล่นและสีสันเพิ่มมากขึ้น

Facebook เผยว่า พวกเขาสนุกสนานและชื่นชอบการสร้างฟีเจอร์ Soundmojis มาก เพราะมันได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ที่ช่วยให้ผู้คนสามารถเชื่อมต่อกันและกันได้อิสระในการแสดงออก และที่สำคัญฟีเจอร์ Soundmojis ได้ประกาศเปิดตัวในช่วงเดียวกับกับวันเฉลิมฉลองอิโมจิสากล หรือ World Emoji Day ซึ่งจะตรงกับวันที่ 17 กรกฎาคมของทุกปี นี่จึงถือเป็นช่วงเวลาที่เป็นไมล์สโตนที่ทีมงานหลายคนพอใจอย่างมาก 

Suwanna Preebunpul

Suwanna Preebunpul

สวัสดีค่ะ ผู้อ่านที่น่ารักทุกท่าน นักเขียนออยนะคะ ไลฟ์สไตล์ส่วนตัว ชอบท่องเที่ยว ถ่ายรูป เขียนบทความแนวแนะนำสินค้า, เทคโนโลยี, สาระความรู้, แฟชั่น และGraphic Design ด้วยความที่ส่วนตัวชอบทำอะไรใหม่ ๆ อยู่เสมอ ในอนาคตข้างหน้าอาจจะมีงานเขียนแนวใหม่ ๆ ออกมา ยังไงก็ฝากติดตามผลงานด้วยนะคะ

Contact >> Instagram, Facebook, Line

สล็อตฝากถอนไม่มีขั้นต่ํา วอเลท

Categories
News แนะนำแอปฯ

แนะนำ โปรแกรมป้องกันไวรัส ฟรีที่ดีที่สุดสำหรับ Windows ที่คุณควรมีติดเครื่องไว้ 

โปรแกรมป้องกันไวรัส

คุณรู้หรือไม่? โปรแกรมป้องกันไวรัส มีความสำคัญต่อคอมพิวเตอร์ของคุณมาก เนื่องจากสิ่งที่อันตรายที่สุดสำหรับการใช้งานคอมพิวเตอร์ก็คือการติดไวรัส เพราะมันจะทำให้ข้อมูลที่สำคัญไม่ว่าจะเป็นข้อมูลลับหรือข้อมูลทางด้านการเงินของคุณเสี่ยงที่จะถูกโจรกรรม ดังนั้นคอมพิวเตอร์ของคุณจึงต้องการมีการป้องกันมัลแวร์ และโปรแกรมป้องกันไวรัส

สำหรับใครที่ใช้งาน PC ด้วยระบบปฏิบัติการ Windows น่าจะทราบกันดีว่าโปรแกรมป้องกันไวรัส มีความสำคัญพอ ๆ กับแป้นพิมพ์และเมาส์ เนื่องจากทุกวันนี้หลายคนมักเก็บข้อมูลส่วนตัวที่สำคัญไว้ในคอมพิวเตอร์ ซึ่งแน่นอนว่ามันมีความเสี่ยงสูงมาก หากคอมพิวเตอร์ของคุณไม่มีการป้องกันภัยคุกคามทางออนไลน์ นี่จึงเป็นเหตุผลที่เราค้นหาโปรแกรมป้องกันไวรัสที่ดีที่สุดสำหรับคุณ ซึ่งจะมีโปรแกรมตัวไหนบ้าง ติดตามได้ในบทความนี้เลยค่ะ

พื้นฐานในการเลือกใช้ โปรแกรมป้องกันไวรัส ที่คุณไม่ควรพลาด

ก่อนที่เราจะไปพบกับ โปรแกรมป้องกันไวรัส ที่ดีที่สุดสำหรับ Windows เรามาเรียนรู้กันก่อนมีดีกว่าเราควรเลือกใช้โปรแกรมป้องกันไวรัสอย่างไรให้ PC ของคุณปลอดภัย ไม่ใช้ทรัพยากรระบบมากนัก ใช้งานง่าย และไม่เกะกะคุณ ซึ่งซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสที่ดีที่สุดควรดูจากคุณสมบัติต่าง ๆ เช่น การป้องกันมัลแวร์ ตรวจสอบการดาวน์โหลด และสังเกตกิจกรรมของระบบ เพื่อหาซอฟต์แวร์ที่เป็นอันตรายและพฤติกรรมที่น่าสงสัย และนี่คือหลักการพื้นฐานในการเลือกใช้โปรแกรมป้องกันไวรัสที่คุณไม่ควรมองข้าม

  • ประสิทธิผล : โปรแกรมป้องกันไวรัสที่ดีจะต้องสแกนไวรัสเพื่อหาไวรัสและมัลแวร์ที่รู้จัก และสามารถให้การป้องกันแบบเรียลไทม์ และคอยดูเว็บไซต์และลิงก์ที่น่าสงสัยเพื่อไม่ให้คอมพิวเตอร์ของคุณมีปัญหา นอกจากนี้ต้องสามารถระบุภัยคุกคามออนไลน์ที่ไม่รู้จักได้และติดตามพฤติกรรมที่ไม่คาดคิดซึ่งอาจเป็นสัญญาณของไวรัสและมัลแวร์ใหม่ที่ยังไม่ได้ระบุ
  • ทรัพยากร PC ของคุณ : ถ้าหากหลังจากที่คุณติดตั้งโปรแกรมแล้วเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ เช่น เว็บไซต์เปิดช้า ดาวน์โหลดแอปหรือเปิดอย่างเชื่องช้า หรือการคัดลอกไฟล์ใช้เวลานานกว่าที่คาดไว้ คุณอาจจำเป็นต้องลองมองหาโปรแกรมป้องกันไวรัสตัวใหม่ ซึ่งคุณสามารถเลือกจากโปรแกรมที่เรานำมาแนะนำในบทความนี้ได้ 
  • ค่าใช้จ่ายและส่วนลด : อย่าเพิ่งรีบจ่ายเงิน เพื่อซื้อโปรแกรมป้องกันไวรัส เพราะก่อนคุณจะซื้อให้ตรวจสอบส่วนลดบนเว็บไซต์ของบริษัทก่อน เพื่อลดต้นทุนค่าใช้จ่าย ซึ่งบางเว็บไซต์ที่จำหน่ายโปรแกรมเหล่านี้มักมีส่วนลดสำหรับลูกค้า
  • ความเป็นส่วนตัว : เพื่อให้การใช้งานมีประสิทธิภาพสูงสุด คุณควรตรวจสอบถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับ PC ของคุณ นั่นคือคุณควรอ่านคำชี้แจงสิทธิส่วนบุคคลของโปรแกรมเหล่านั้นก่อน เพื่อเรียนรู้ว่าโปรแกรมนั้นจะทำอะไรกับข้อมูลที่คุณแบ่งปันบ้าง 

โปรแกรมป้องกันไวรัสฟรีที่คุณควรมีติดเครื่องไว้

หากคุณกำลังมองหา โปรแกรมป้องกันไวรัส ป้องกันมัลแวร์ หรือการตรวจจับไวรัสที่ดีที่สุด แถมยัง ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย นี่คือสิ่งที่คุณกำลังมองหา 

  • Microsoft Defender
โปรแกรมป้องกันไวรัส

มาเริ่มต้นกันด้วยโปรแกรมป้องกันไวรัสฟรีที่ติดตั้งใน Windows 10 ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อดูแลซอฟต์แวร์ของคุณในทันสมัยอยู่เสมอ ช่วยป้องกัน และลบสปายแวร์ทิ้ง คุณสามารถหลีกเลี่ยงการโจมตีจาก Zero-Day และ Ransomware ได้ ด้วยซอฟต์แวร์ Microsoft Defender Antivirus ฟรีที่ทำงานบน Windows 10 และเปิดใช้งานโดยค่าเริ่มต้น ดังนั้นคุณไม่จำเป็นต้องกำหนดการตั้งค่าเอง และโซลูชันป้องกันไวรัสนี้จะครอบคลุมพื้นฐานของความปลอดภัยทางอินเทอร์เน็ต ด้วยความที่ Microsoft ผลักดันการอัปเดตใหม่ ๆ บ่อยครั้ง Defender จึงให้คุณปรับระดับการป้องกันที่คุณต้องการได้ และคุณยังสามารถควบคุมการบล็อกแอปที่ไม่ต้องการได้

  • Bitdefender Antivirus
โปรแกรมป้องกันไวรัส

หากคุณต้องการเพิ่มความปลอดภัยให้กับ PC ของคุณ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย Bitdefender เวอร์ชันฟรีสำหรับ Windows 10, MacOS, Android, iOS ถือเป็นตัวเลือกที่ดีอีกตัวเลือกหนึ่ง ที่ถูกออกแบบมาเพื่อปกป้องความปลอดภัยในกับ Windows พร้อมการตรวจสอบแบบเรียลไทม์สำหรับการป้องกันไวรัส มัลแวร์ สปายแวร์ และแรนซัมแวร์ Bitdefender Antivirus นั้นง่ายต่อการติดตั้งและใช้งานง่าย ที่สำคัญโปรแกรมนี้ได้รับคะแนนสูงสุดอย่างสม่ำเสมอสำหรับการป้องกันไวรัสและความสามารถในการใช้งานจาก AV-Test.

  • Sophos Home
โปรแกรมป้องกันไวรัส

Sophos Home เวอร์ชันฟรีสำหรับ Windows, MacOS เป็นโปรแกรมที่ถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันไวรัส มีระบบดูแลและป้องกันการใช้งานทางอินเทอร์เน็ต และการท่องเว็บไซต์ต่าง ๆ ด้วยฟังก์ชันการกรอง (Web Filtering) มีระบบตรวจจับและป้องกันมัลแวร์อัตโนมัติแบบเรียลไทม์ โดยใช้เครื่องมือป้องกันมัลแวร์ที่ได้คะแนนสูงของบริษัท พร้อมกับเครื่องมือกำจัดมัลแวร์ของบริษัทที่ให้ทดลองใช้งาน 30 วัน ซึ่งสามารถสมัครสมาชิกรายปีได้ในราคา 1,460 บาท และสามารถครอบคลุม PC ได้ถึง 10 เครื่อง

Suwanna Preebunpul

Suwanna Preebunpul

สวัสดีค่ะ ผู้อ่านที่น่ารักทุกท่าน นักเขียนออยนะคะ ไลฟ์สไตล์ส่วนตัว ชอบท่องเที่ยว ถ่ายรูป เขียนบทความแนวแนะนำสินค้า, เทคโนโลยี, สาระความรู้, แฟชั่น และGraphic Design ด้วยความที่ส่วนตัวชอบทำอะไรใหม่ ๆ อยู่เสมอ ในอนาคตข้างหน้าอาจจะมีงานเขียนแนวใหม่ ๆ ออกมา ยังไงก็ฝากติดตามผลงานด้วยนะคะ

Contact >> Instagram, Facebook, Line

สล็อตออนไลน์ ฝาก-ถอนไม่มีขั้นต่ำ

Categories
สอนใช้

แนะนำเทคนิคเลือกซื้อ จอคอม สำหรับเกมมิ่งให้เหมาะกับการเล่นเกมในปัจจุบันของคุณ

จอคอม

คุณกำลังมองหา จอคอม สำหรับเล่นเกมขนาด 24, 27 และ 34 นิ้วขึ้นไปใช่หรือไม่? การซื้อเลือกจอคอมสำหรับเล่นเกมนั้นซับซ้อนกว่าจอคอมแสดงผลประเภทอื่น ๆ เป็นอย่างมาก บางคนมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ เนื่องจากจอคอมที่มีประสิทธิภาพสูงและเหมาะกับประเภทเกมที่คุณเล่นนั้นมักมีราคาที่ค่อนข้างสูงกว่าจอคอมที่ใช้ทำงาน ซึ่งเกมกราฟิกสูง ๆ ในยุคนี้ต้องใช้จอแสดงผลที่มีความละเอียดสูงและความรวดเร็วในการแสดงผล เพื่อทำให้การเล่นเกมของคุณตอบสนองได้อย่างเต็มอรรถรส ดังนั้นการเลือกซื้อจอคอมให้เหมาะกับการเล่นเกมของคุณจึงสำคัญอย่างมาก และนอกจากคุณต้องคำนึงถึงประเภทของเกมที่คุณเล่นแล้ว สิ่งที่ไม่ควรมองข้างเลยในการเลือกซื้อจอคอมเกมมิ่งก็คือความสามารถของ GPU ซึ่งบทความนี้จะพาคุณไปพบกับเทคนิคเลือกซื้อจอคอมยังไงให้เหมาะสมกับการเล่นเกมในปัจจุบันของคุณ 

เทคนิคเลือกซื้อ จอคอม ให้เหมาะสำหรับการเล่นเกมของคุณ

จอคอม

เหล่าเกมเมอร์ หรือนักกีฬา E-Sport หลายคนคงทราบกันดีว่า จอคอม หรือจอภาพที่ใช้สำหรับ เล่นเกม มีความโดดเด่นในด้านความรวดเร็วในการแสดงผลมากกว่าจอคอมประเภทอื่น ๆ จึงจะเหมาะแก่การเล่นเกมมาก ๆ ซึ่งในปัจจุบัน “จอเกมมิ่ง” ถือเป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์ที่มีบทบาทที่สำคัญอย่างมากต่อการแข่งขันกีฬา E-Sport แต่เราจะเลือกซื้อจอคอมยังไงให้เหมาะสมกับการเล่นเกม? นี่คือเทคนิคเลือกซื้อจอคอมให้เหมาะสำหรับการเล่นเกม

  1. ควรเลือกจอภาพที่มีอัตราส่วนภาพที่รองรับต่อการเล่นเกมของคุณ หากมีตัวเลือกแค่ 16:9 เท่านั้น การกำหนดค่าสำหรับจอภาพแบบจอกว้าง 21:9, 24:10 หรือ 32:9 อาจเป็นเรื่องน่ารำคาญและน่าหงุดหงิดสำหรับการเล่นเกมของคุณ
  2. ให้เลือกจอภาพที่ใหญ่ที่สุดที่คุณสามารถซื้อได้ สำหรับการตั้งค่าจอภาพเดียวหลายคนมักจะไม่มีปัญหาเมื่อซื้อจอมอนิเตอร์ที่ใหญ่เกินไป แต่จะรู้สึกเสียใจหากซื้อจอที่เล็กเกินไป นอกจากนี้ยังมีจอภาพแบบซุปเปอร์ไวด์สกรีนที่มีอัตราส่วนภาพ 21:9 (บางครั้งระบุเป็น 2.35:1) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นจอภาพขนาด 34 นิ้วที่มีความละเอียดต่ำกว่า 4K
  3. ความละเอียดขั้นต่ำที่แนะนำสำหรับการเล่นเกม : 
  • จอภาพ 24 นิ้ว ความละเอียด 1,920×1,080 พิกเซล
  • จอภาพ 27-32 นิ้ว ความละเอียด 2,560×1,440 พิกเซล
  • จอภาพ 34-39 นิ้ว ความละเอียด 3,440×1,440 พิกเซล
  • จอภาพ 43-49 นิ้ว ความละเอียด 3,840×2,160 พิกเซล 

โปรดทราบว่าจอภาพ 49 นิ้วเกือบทั้งหมดมีความละเอียด 3,840×1,080 พิกเซล ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ที่เราแนะนำนะคะ

  1. ตรวจสอบให้แน่ใจว่าขาตั้งสามารถปรับให้เข้ากับความสูงที่เหมาะสมสำหรับการใช้งานให้สะดวกและเอียงเป็นมุมที่ใช้งานได้ดีหรือไม่ คุณอาจต้องการขาตั้งที่สามารถหมุนหรือให้หน้าจอหมุนได้ 90 องศา เพื่อใช้ในแนวตั้ง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการของคุณ ซึ่งแน่นอนว่านี่อาจมีประโยชน์หากคุณต้องการรวมจอภาพหลายจอเข้าด้วยกัน เพื่อให้ได้ความสูงในแนวตั้งมากกว่าที่คุณจะได้รับในจอภาพเดียว 
  2. หากคุณต้องการใช้กับคอนโซล Xbox Series X หรือ PlayStation 5 คุณจะต้องเลือกใช้จอภาพที่มีพอร์ต HDMI 2.1 เพื่อรองรับการรีเฟรชตัวแปร (หรือที่เรียกว่า VRR) ในปัจจุบันยังมีไม่มากและยังมีราคาแพงอยู่
  3. หากคุณกำลังต้องการการติดตั้งหลายจอภาพให้มองหากรอบที่บาง ชุดจอโค้งที่เข้าชุดกันอาจทำงานได้ดีกว่าจอแบน แต่ในทางกลับกัน
  4. หากคุณต้องการประกอบการติดตั้งหลายจอภาพให้มองหากรอบที่บาง ชุดจอโค้งที่เข้าชุดกันอาจทำงานได้ดีกว่าจอแบน ในทางกลับกันหากคุณเล่นเกมประเภทต่าง ๆ เช่น เกมยิงปืนและเดอะซิมส์ คุณอาจต้องเลือกใช้จอภาพที่ปรับให้เหมาะกับเกมแต่ละประเภท เช่น หน้าจอ QHD 27 นิ้วที่รีเฟรชอย่างรวดเร็ว สำหรับการต่อสู้ และรุ่น 4K ขนาด 32 นิ้วที่รีเฟรชเร็วถึงปานกลางพร้อมช่วงสีขนาดใหญ่สำหรับการสร้างตัวละครในเกม เราขอแนะนำจอภาพขนาด 27 นิ้วสองจอ หรือจอภาพขนาด 49 นิ้วจอเดียว
  5. สำหรับการเล่นเกม HDR ไม่สำคัญ เนื่องจากเกมจำนวนมากที่มีความสว่างสูงหรือเงาที่ลึก จึงไม่ได้ใช้ประโยชน์จากช่วงโทนสีมากนัก แต่ HDR จะช่วยให้คุณได้ภาพที่ดีขึ้นสำหรับเกม AAA, เกมสยองขวัญ, เกมการซุ่มโจมตีจากเงามืดในเกม FPS และอื่น ๆ 
  6. ขอบเขตสีจอภาพที่ดีอย่างน้อยที่สุดคือ sRGB 100% – 90% หรือสูงกว่า P3 (หรือที่รู้จักในชื่อ DCI-P3) ดีที่สุด เนื่องจากให้เห็นสีชัดมากกว่าเปอร์เซ็นต์ความครอบคลุมของขอบเขตสีที่เฉพาะเจาะจงมากกว่าคำว่า “1 พันล้านสี” ซึ่งไม่มีความหมายเลย
  7. คอนทราสต์มีความสำคัญ แต่สเปกคอนทราสต์ที่ผู้ผลิตให้มานั้นแทบไม่มีค่าเลย ถ้าเกิน 1,000:1 ก็ถือว่าโอเคแล้ว แต่เราของแนะนำ1,400:1 หรือดีกว่านี้ อย่างไรก็ตาม หากเป็นผลที่วัดได้ คอนทราสต์คืออัตราส่วนของสีดำกับสีขาวบนหน้าจอที่กำหนด และสีดำที่เข้มกว่านั้นจะสร้างคอนทราสต์ที่รับรู้ได้ดีกว่า ดังนั้นอัตราส่วนคอนทราสต์ที่เหมือนกันในบางครั้งอาจดูดีกว่าจอภาพสลัว ๆ เล็กน้อย เมื่อเทียบกับจอภาพที่สว่าง

วิธีเลือกขนาดจอแสดงผลสำหรับเล่นเกม

จอคอม

สำหรับการเลือกซื้อขนาด จอคอม ที่ดีต่อการเกมเล่น อันแรกต้องคำนึงถึงพื้นที่และงบประมาณของคุณก่อน ซึ่งส่วนใหม่จอภาพที่มีขนาดใหม่มักดีกว่าเสมอ การเลือก ขนาดหน้าจอเกมมิ่ง ขึ้นอยู่กับความยาวของเส้นทแยงมุม เพราะมันจะทำให้ง่ายต่อการเปรียบเทียบขนาดจอภาพ เมื่อหน้าจอแทบทุกหน้าจอมีอัตราส่วนกว้างยาวเท่ากัน โดยพื้นฐานแล้วจอคอมมีสัดส่วนเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ซึ่งเป็นอัตราส่วนของพิกเซลแนวนอนกับแนวตั้ง คุณสามารถคำนวณความกว้างและความสูงของจอแสดงผลเองได้ หากคุณทราบอัตราส่วนกว้างยาวด้วย (ความกว้าง/ความสูง = อัตราส่วนภาพ และความกว้าง² + ความสูง² = เส้นทแยงมุม²!)ยิ่งอัตราส่วน 1:1 มากเท่าใด หน้าจอก็จะยิ่งกว้างขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้คุณทราบขนาดทางกายภาพของหน้าจอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความกว้างจะทำให้แน่ใจว่าขนาดจอภาพที่คุณเลือกนั้นพอดีกับพื้นที่ที่คุณกำหนด

Suwanna Preebunpul

Suwanna Preebunpul

สวัสดีค่ะ ผู้อ่านที่น่ารักทุกท่าน นักเขียนออยนะคะ ไลฟ์สไตล์ส่วนตัว ชอบท่องเที่ยว ถ่ายรูป เขียนบทความแนวแนะนำสินค้า, เทคโนโลยี, สาระความรู้, แฟชั่น และGraphic Design ด้วยความที่ส่วนตัวชอบทำอะไรใหม่ ๆ อยู่เสมอ ในอนาคตข้างหน้าอาจจะมีงานเขียนแนวใหม่ ๆ ออกมา ยังไงก็ฝากติดตามผลงานด้วยนะคะ

Contact >> Instagram, Facebook, Line

สล็อตฝากถอนไม่มีขั้นต่ํา

Categories
News

เทียบสเปก Samsung Galaxy S21 กับ Galaxy S20 แตกต่างกันอย่างไร 

Samsung Galaxy S21 กับ Galaxy S20

เมื่อต้นปีนี้ Samsung ได้เปิดตัวสมาร์ทโฟนเรือธง “Galaxy S21” ที่หลายคนรอคอย ในงานอีเวนต์รูปแบบออนไลน์ ซึ่งก่อนหน้านี้ Samsung ก็ได้ประกาศเปิดตัว Galaxy S20 ไปในปี 2020 และด้วยความที่ทั้ง 2 รุ่นนี้เป็นสมาร์ทโฟนในตระกูล Galaxy เหมือนกัน จึงทำให้คุณอาจกำลังสงสัยว่าโทรศัพท์ Galaxy ทั้ง 2 รุ่นมีความแตกต่างกันอย่างไร? คุ้มไหมกับเงินที่ต้องจ่าย? บทความนี้จะคุณไปดูสิ่งที่คุณจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับการเปรียบเทียบระหว่าง Galaxy S21 กับ Galaxy S20 ซึ่งเราจะเปรียบเทียบคุณสมบัติของกล้อง อายุการใช้งานแบตเตอรี่ และข้อกำหนดอื่น ๆ โดยพิจารณาจากข้อมูลจำเพาะเท่านั้น

Samsung Galaxy S21 กับ Galaxy S20 แตกต่างกันอย่างไร

Samsung Galaxy S21 กับ Galaxy S20

ต้องยอมรับเลยว่าสมาร์ทโฟนตระกูล Galaxy อย่าง Galaxy S21 กับ Galaxy S20 ถือเป็นสมาร์ทโฟนจาก Samsung ที่มีคุณลักษณะที่ทันสมัยเข้ากับทุกไลฟ์สไตล์จึงได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน ถึงแม้ทั้ง 2 รุ่นจะอยู่ในตระกูลเดียวกัน แต่ก็ยังมีความแตกต่างอยู่บ้าง ดังนี้

  • ดีไซน์ ขนาดหน้าจอ และน้ำหนัก 

เรื่องของการแสดงผล Galaxy S21 และ Galaxy S20 มีความคล้ายคลึงกันอย่างมาก เนื่องจากทั้ง 2 รุ่นมีหน้าจอ Dynamic AMOLED ขนาด 6.2 นิ้ว อัตราการรีเฟรช 120Hz และเซ็นเซอร์ลายนิ้วมือบนหน้าจอเหมือนกัน แต่จะแตกต่างกันที่S21 มีความหนาแน่นของพิกเซล 421ppi เมื่อเทียบกับ 563ppi ของ S20 และน้ำหนัก S21 นั้นหนักกว่าเล็กน้อยที่ 6.03 ออนซ์ในขณะที่ S20 มีน้ำหนัก 5.75 ออนซ์ ในส่วนของการออกแบบดูเหมือนจะใกล้เคียงกัน แต่แตกต่างกันเพียงอย่างเดียวคือโมดูลกล้องด้านหลัง ใน S21 มีโอเวอร์เลย์โลหะ ในแง่ของสี Galaxy S21 มาในสีพาสเทลที่เรียกว่า Phantom Violet, Phantom Grey, Phantom Pink และ Phantom White ในขณะที่ Galaxy S20 มีให้เลือกได้แก่ สีเทาคอสมิก คลาวด์บลู คลาวด์สีชมพู และสีดำคอสมิก 

  • กล้อง
    ในรุ่นพื้นฐานGalaxy S20 และ Galaxy S21 มีการตั้งค่ากล้องที่เหมือนกันทุกประการ คือ โมดูลกล้องด้านหลังมีกล้องเทเลโฟโต้ 64 ล้านพิกเซล, กล้องมุมกว้าง 12 ล้านพิกเซลและกล้องอัลตร้าไวด์ 12 ล้านพิกเซล โทรศัพท์ทั้ง 2 รุ่นมาพร้อมกับกล้องเซลฟี่ 10 ล้านพิกเซลเช่นกัน แต่จะแตกต่างกันที่การอัปเกรดกล้องหลักที่มาพร้อมกับ S21 Ultra ที่มีกล้องด้านหลัง 4 ตัว พร้อมเซ็นเซอร์หลักกว้าง 108 ล้านพิกเซลและกล้องอัลตร้าไวด์ 12 ล้านพิกเซล เลนส์เทเลโฟโต้ 10 ล้านพิกเซลสองตัว (หนึ่งตัวพร้อมการซูม 3 เท่าและอีกตัวหนึ่งพร้อมการซูม 10 เท่า) นอกจากนี้ยังมีเซ็นเซอร์ Bright Night ที่รวดเร็วและเทคโนโลยี Pixel Binning ที่จะทำให้รูปภาพของคุณมีรายละเอียดมากขึ้น 
  • อายุการใช้งานแบตเตอรี่
    ในรุ่นพื้นฐาน Galaxy S20 และ S21 มีขนาดแบตเตอรี่เท่ากันที่ 4,000mAh ส่วนขนาดแบตเตอรี่ที่เพิ่มขึ้นเป็น 5,000mAh เป็นของ S20 Ultra และ S21 Ultra ความแตกต่างเพียงอย่างเดียวระหว่างรุ่นคือในรุ่น S21 Plus ได้รับขนาดแบตเตอรี่เพิ่มขึ้นเป็น 4,800mAh เมื่อเทียบกับ 4,500mAh ใน S20 Plus 
  • รองรับสไตลัส
    นี่คือหนึ่งความแตกต่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนระหว่างโทรศัพท์ทั้ง 2 รุ่นคือระดับอัลตร้า Galaxy S21 Ultra รองรับ S Pen stylus ในขณะที่ S20 ไม่มีรุ่นที่รองรับความสามารถนี้ นั่นหมายความว่า S21 Ultra จะสามารถใช้ปากกาดิจิทัลขนาดเล็กเพื่อจดบันทึก ถ่ายภาพหน้าจอที่ดีขึ้น เซ็นเอกสาร หรือวาดภาพในแอปได้

การเปรียบเทียบข้อมูลจำเพาะระหว่าง Galaxy S21 กับ Galaxy S20

Samsung Galaxy S21 กับ Galaxy S20

นี่คือการเปรียบเทียบข้อมูลจำเพาะระหว่าง Galaxy S21 กับ Galaxy S20 โดยอ้างอิงข้อมูลจากรายละเอียดของโทรศัพท์ทั้ง 2 รุ่นที่ได้รับการเผยแพร่อย่างเป็นทางการจาก Samsung แล้ว และ ราคาล่าสุด ที่วางจำหน่ายในปัจจุบัน (อัปเดตเมื่อวันที่29/08/2021)

หัวข้อ

Galaxy S21

Galaxy S20

ขนาดจอแสดงผลและความละเอียด

6.2 นิ้ว Dynamic AMOLED 2X; (2,400×1,080 พิกเซล)

6.2 นิ้ว Dynamic AMOLED 2X; (3,200×1,440 พิกเซล)

ความหนาแน่นของพิกเซล

421 ppi

563 ppi

ขนาด (นิ้ว)

2.80×5.97×0.31 นิ้ว

2.72×5.97×0.31 นิ้ว

ขนาด (มม.)

71.2×151.7×7.9 มม.

69.1×151.7×7.9 มม.

น้ำหนัก (ออนซ์, กรัม)

6.03 ออนซ์; 171g

5.75 ออนซ์; 163g

ระบบปฏิบัติการ

Android 11

Android 10

กล้อง

64 ล้านพิกเซล (เทเลโฟโต้), 12 ล้านพิกเซล (มุมกว้าง), 12 ล้านพิกเซล (อัลตร้าไวด์)

12 ล้านพิกเซล (มุมกว้าง), 64 ล้านพิกเซล (เทเลโฟโต้), 12 ล้านพิกเซล (อัลตร้าไวด์)

กล้องหน้า

10 ล้านพิกเซล

10 ล้านพิกเซล

การจับภาพวิดีโอ

8K

8K

โปรเซสเซอร์

Snapdragon 888

Snapdragon 865 หรือโปรเซสเซอร์ octa-core 64 บิต (สูงสุด 2.7GHz + 2.5GHz + 2GHz)

พื้นที่จัดเก็บ

128GB, 256GB

128GB

ความจุ

8GB

12GB (5G), 8GB (LTE)

แบตเตอรี่

4,000 mAh

4,000 mAh

เซ็นเซอร์ลายนิ้วมือ

บนหน้าจอ

บนหน้าจอ

ช่องเสียบหูฟัง

ไม่มี

ไม่มี

คุณสมบัติพิเศษ

ระดับ IP68 สำหรับการกันน้ำและกันฝุ่น, รองรับ 5G, 30x Space Zoom, รองรับการชาร์จแบบไร้สาย 10W, อัตราการรีเฟรช 120Hz

เปิดใช้งาน 5G, อัตราการรีเฟรช 120Hz, ระดับ IP68 สำหรับกันน้ำและกันฝุ่น

ราคาเริ่มต้น

29,900 บาท

23,900 บาท

Suwanna Preebunpul

Suwanna Preebunpul

สวัสดีค่ะ ผู้อ่านที่น่ารักทุกท่าน นักเขียนออยนะคะ ไลฟ์สไตล์ส่วนตัว ชอบท่องเที่ยว ถ่ายรูป เขียนบทความแนวแนะนำสินค้า, เทคโนโลยี, สาระความรู้, แฟชั่น และGraphic Design ด้วยความที่ส่วนตัวชอบทำอะไรใหม่ ๆ อยู่เสมอ ในอนาคตข้างหน้าอาจจะมีงานเขียนแนวใหม่ ๆ ออกมา ยังไงก็ฝากติดตามผลงานด้วยนะคะ

Contact >> Instagram, Facebook, Line

สล็อตฝากถอนไม่มีขั้นต่ํา วอเลท

Categories
News

เตรียมตัวบอกลา ปุ่ม! iPhone 13 อาจไม่มีปุ่มปิด/เปิด

iPhone 13

เชื่อว่าเหล่าสาวก iPhone หลายคนคงกำลังตั้งตารอกับการเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นต่อไปของ Apple อย่าง iPhone 13 โดยที่ผ่านมามีข่าวลือมากมายเกี่ยวกับรูปลักษณ์ทางกายภาพของ iPhone 13 ล่าสุดมีข่าวลือออกมาว่า iPhone 13 อาจจะไม่มีปุ่มปิด/เปิด ที่เป็นปุ่มแถบเล็ก ๆ อยู่ด้านข้าง ซึ่งหมายความว่า iPhone 12 จะกลายเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นสุดท้ายของ Apple ที่มีปุ่มปิด/เปิดแถบเล็ก ๆ ทำให้เกิดคำถามมากมายว่าเราจะสามารถควบคุมการปิด/เปิด iPhone ของเราได้อย่างไร? ซึ่งบทความนี้จะพาคุณไปหาคำตอบเกี่ยวกับข้อสงสัยนี้!!! พร้อมทั้งเบาะแสเกี่ยวกับวันเปิดตัว iPhone 13 ที่หลายคนต่างเฝ้ารอคอย

หาก iPhone 13 ไม่มีปุ่มปิด/เปิดจะเป็นอย่างไร

มีข่าวลือล่าสุดบอกว่า iPhone 13 อาจจะไม่มีปุ่มปิด/เปิด เนื่องจากข้อมูลการยื่นขอจดสิทธิบัตรของสหรัฐฯ โดย Apple Insider ได้ชี้ให้เห็นว่าบริษัท Apple กำลังตรวจสอบอุปกรณ์อินพุตการตรวจจับแบบ Capacitive ซึ่งหมายความว่า อุปกรณ์อินพุตเหล่านั้น หรือที่เรียกว่าปุ่ม อาจจะเปลี่ยนแปลงเป็นแบบรูย้อนแสงที่มองไม่เห็น ซึ่งจะปรากฏขึ้นเมื่อสัมผัสและจะหายไปเมื่อไม่ได้มีการใช้งาน

iPhone 13

ซึ่งวิธีการนี้ฟังดูค่อนข้างน่าสนใจเป็นอย่างมากถ้าถูกนำไปใช้กับอุปกรณ์ต่าง ๆ แต่คำถามที่สำคัญคือคุณลักษณะเช่นนี้จะนำไปใช้กับ iPhone รุ่นต่อไปได้หรือไม่ หรือเราต้องรอจนถึงปี 2022 หรือมากกว่านั้น เพื่อให้ Apple รวมคุณลักษณะนี้เข้ากับ iPhone แต่ถึงอย่างไรแนวคิดนี้ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีสำหรับ Apple ในการพัฒนา iPhone รุ่นต่อไปในอนาคต

มีรายงานจากหลายแหล่งพูดถึง ไอโฟน 13 ว่าอาจนำเอาเครื่องมือการสแกนลายนิ้วมือกลับมาใช้แทนปุ่ม ซึ่งเครื่องสแกนนี้จะอยู่ใต้พื้นผิวของหน้าจอโทรศัพทื ซึ่งถือเป็นวิธีการที่ดูจะเข้ากับการออกแบบแบบมินิมัลลิสต์แบบไม่มีปุ่มได้อย่างสวยงาม หาก Apple นำวิธีการนี้ไปใช้กับ iPhone รุ่นต่อไปในอนาคต

ในเดือนสิงหาคม Mark Gurman ผู้สื่อข่าวจาก Bloomberg ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการสแกนลายนิ้วมือ หรือ Touch ID เขาคาดการณ์ว่าเซ็นเซอร์ Touch ID ที่อยู่ภายใต้หน้าจอสำหรับ iPhone 13 “จะถูกตัดออก” และเขากล่าวเสริมอีกว่า Apple จะฝัง Face ID ไว้ใต้หน้าจอแสดงผล iPhone 13 แทน Touch ID 

นอกจากนี้หลายคนคงทราบกันดีว่า Apple ได้ทำการตัดช่องเสียบหูฟังออกตั้งแต่ iPhone 7 และมีการนำพอร์ต Lightning มาใช้แทน แต่สำหรับ iPhone 13 นักวิเคราะห์ชื่อดัง Ming-Chi Kuo เคยระบุในรายงานว่า Apple จะไม่มีช่องเสียบพอร์ต Lightning อีกต่อไป เพื่อเปิดทางให้กับการเปิดตัว MagSafe ของ Apple ใน iPhone 12 ซึ่งดูเหมือนว่าข้ออ้างมีค่อนข้างจะมีน้ำหนักมากพอสมควร แต่เมื่อย้อนไปดูในรายงานที่ได้รับจาก Apple Insider เขากล่าวว่า MagSafe นั้นยังไม่ใช่ระบบนิเวศที่สมบูรณ์เพียงพอ นั่นหมายความว่า Apple อาจจะต้องเก็บพอร์ตไฟไว้เช่นเดิมเหมือน iPhone 12 

เบาะแสเกี่ยวกับวันเปิดตัว iPhone 13

iPhone 13

สำหรับวันเปิดตัว iPhone 13 หลายคนคาดเดาไว้ว่าไม่น่าจะมีการเปิดตัวในเร็ว ๆ เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดที่เพิ่มขึ้นของ COVID-19 แต่จากประวัติของ Apple เราสามารถคาดเดางาน วันเปิดตัว iPhone รุ่นต่อไปได้ของบริษัทได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด และสามารคาดเดาวันที่วางจำหน่ายได้โดยอิงจากเหตุการณ์นั้น ๆ 

จากข้อมูลเมื่อปี 2020 ซึ่งในขณะนั้นยังคงมีการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในเดือนกันยายนงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ของ Apple ถือเป็นงานเปิดตัวครั้งแรกในรอบ 8 ปีที่ไม่มี iPhone เนื่องจากการผลิตที่ล่าช้า Ming-Chi Kuo คาดการณ์ว่าในปี 2021 Apple จะเปิดตัว iPhone ในเดือนกันยายน นอกจากนี้ยังมีรายงานจาก DigiTimes ที่อ้างถึงคนวงในอุตสาหกรรมที่กล่าวว่าการผลิตชิปใหม่ของโทรศัพท์นั้นเร็วกว่ากำหนด ซึ่งจะทำให้การเปิดตัวโทรศัพท์กลับสู่ไทม์ไลน์ก่อนเกิด COVID-19 ที่หลาย ๆ คนคุ้นเคย

อย่างไรก็ตามการยื่นขอจดสิทธิบัตรนี้อาจเกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างไปจาก iPhone อย่างสิ้นเชิง ซึ่งสิ่งที่เราคิดว่าเรารู้เกี่ยวกับ iPhone 13 เป็นเพียงข้อมูลที่ได้จากการคาดการณ์ของข่าวลือจากหลาย ๆ แหล่งเท่านั้น แม้กระทั่งชื่อของผลิตภัณฑ์ก็ยังไม่มีความแน่นอน แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนที่จะทำให้ความสงสัยทั้งหมดเหล่านี้หายไปก็คือการติดตามข้อมูลในงานเปิดตัว iPhone ครั้งต่อไปของ Apple ซึ่งคาดว่าจะจัดขึ้นในเดือนกันยายนของปีนี้ 

Suwanna Preebunpul

Suwanna Preebunpul

สวัสดีค่ะ ผู้อ่านที่น่ารักทุกท่าน นักเขียนออยนะคะ ไลฟ์สไตล์ส่วนตัว ชอบท่องเที่ยว ถ่ายรูป เขียนบทความแนวแนะนำสินค้า, เทคโนโลยี, สาระความรู้, แฟชั่น และGraphic Design ด้วยความที่ส่วนตัวชอบทำอะไรใหม่ ๆ อยู่เสมอ ในอนาคตข้างหน้าอาจจะมีงานเขียนแนวใหม่ ๆ ออกมา ยังไงก็ฝากติดตามผลงานด้วยนะคะ

Contact >> Instagram, Facebook, Line

สล็อตฝากถอนไม่มีขั้นต่ํา วอเลท

Categories
News

ข้อมูลการรั่วไหลการออกแบบและ สี iPhone 13 อาจมีรอยบากที่เล็กลงและคอลเลกชันสีใหม่ ๆ ที่น่าทึ่ง

iPhone 13

ยังคงเป็นที่น่าสงสัยของเหล่าสาวก iPhone สำหรับการออกแบบและ สี iPhone 13 ซึ่งจากข่าวลือจากหลาย ๆ แหล่งได้ระบุไว้ว่า มีความเป็นไปได้ที่ Apple จะประกาศเปิดตัว iPhone 13 ในเดือนกันยายน และได้มีการพูดถึงการออกแบบและสีใหม่ของ iPhone 13 อาจจะมีการออกแบบที่อัปเกรดจาก iPhone 12 คือมีขนาดรอยบากที่เล็กลง กันกระแทกกล้องที่หนาขึ้น และมีคอลเลกชันสีใหม่ที่น่าทึ่ง เช่น สีชมพูบับเบิ้ลกัม สีดำด้าน และสีบรอนซ์ จากข่าวลือและข้อมูลการรั่วไหลเราคาดเดาว่าการเปลี่ยนแปลงการออกแบบของ iPhone 13 จะมีลักษณะคล้ายกับ iPhone 12 ในแง่ของรูปแบบกล้อง ขนาด และราคา ซึ่งบทความนี้จะพาคุณไปพบกับการอัปเกรดที่โดดเด่นบางประการที่จะทำให้ iPhone 13 ใช้ง่ายได้มากขึ้น และคอลเลกชันสีใหม่ ๆ ที่น่าทึ่ง

การออกแบบและ สี iPhone 13 จากข้อมูลการรั่วไหล

iPhone 13

จากข่าวลือและการรั่วไหลเกี่ยวกับการออกแบบและสี iPhone 13 ทำให้เราคาดการณ์ได้ว่า iPhone ใหม่นี้จะมีทั้งหมด 4 เครื่องจาก Apple ได้แก่ iPhone 13, iPhone 13 Mini, iPhone 13 Pro และ iPhone 13 Pro Max ซึ่งมีข่าวลือเกี่ยวกับรายละเอียดของการออกแบบและสี ไอโฟน 13 ดังนี้

  • ขนาดของ iPhone 13
  • iPhone 13 Mini : 5.4 นิ้ว
  • iPhone 13 : 6.1 นิ้ว
  • iPhone 13 Pro : 6.1 นิ้ว
  • iPhone 13 Pro Max : 6.7 นิ้ว

ขนาดเหล่านี้เหมือนกับ iPhone 12 แต่อาจมีความหนาขึ้นเล็กน้อย

  • รอยบากที่เล็กลง

หลายคนคงทราบกันดีว่า Apple ได้รวมจอแสดงผลที่มีรอยบากบน iPhone ทุกเครื่องตั้งแต่ iPhone X ปี 2017 เพื่อใช้เป็นพื้นที่สำหรับกล้องเซลฟี่ แต่สำหรับ iPhone 13 Ming-Chi Kuo นักวิเคราะห์ชื่อดังได้คาดการณ์ไว้ในเดือนมีนาคมว่า iPhone 13 จะมีรอยบากที่เล็กกว่า iPhone รุ่นก่อน

  • ความกว้างและกันกระแทกของกล้องที่หนาขึ้น

มีการคาดการณ์ว่า iPhone 13 และ iPhone 13 Pro อาจจะมีความกว้างและกันกระแทกของกล้องที่หนาขึ้นกว่า iPhone 12 ซึ่งก่อนหน้านี้มีรายงานจาก MacRumors ระบุไว้ว่า iPhone 13 ทั้ง 2 รุ่นนี้คาดว่าจะมีความหนาอยู่ที่7.57 มม. เพิ่มขึ้นจาก 7.4 มม. ในรุ่น iPhone 12 แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่ความแตกต่างที่คนส่วนใหญ่คงไม่ทันสังเกตเห็น 

ส่วนที่เห็นได้ชัดเจนมากขึ้นอาจจะการเปลี่ยนแปลงที่กันกระแทกของกล้อง MacRumors รายงานว่า ในขณะที่ iPhone 12 และ 12 Pro มีกันกระแทกกล้องรอบ 1.5mm และ 1.7mm แต่ iPhone 13 จะมีกันกระแทกกล้อง 2.51mm และ 13 Pro จะเป็น 3.56mm ซึ่งขนาดที่เพิ่มขึ้นนี้จะป้องกันไม่ให้เลนส์กล้องยื่นออกมามากเหมือน iPhone รุ่นก่อน

    iPhone 13
  • คอลเลกชันสีใหม่ของ iPhone 13

สำหรับเรื่องของสี iPhone 13 เรายังไม่เห็นการรั่วไหลที่น่าเชื่อถือได้ แต่มีความเป็นไปได้ที่จะมีสีเหมือนกับ iPhone 12 มีทั้งหมด 6 สี ได้แก่ สีน้ำเงินเข้ม สีเขียวมิ้นต์ สีแดง Project Red สีขาว สีดำ และล่าสุด สีม่วง โดยปกติแล้ว Apple จะเปลี่ยนสีใดสีหนึ่งเป็นสีอื่นในรุ่นใหม่ ซึ่งตอนนี้เรายังไม่แน่ใจว่าจะเป็นสีอะไร 

แต่หากอ้างจากข่าวลือที่เราได้สืบค้น Apple อาจจะเพิ่มสีใหม่ที่เรียกว่า “Sunset Gold” ให้กับกลุ่มผลิตภัณฑ์ iPhone 13 ตามรายงานของ Ranzuk บน Naver ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มบล็อกของเกาหลี ระบุไว้ว่า สีใหม่จะให้ความรู้สึกถึงสีบรอนซ์ และซีดน้อยกว่าสีโรสโกลด์ของ Apple เล็กน้อย นอกจากนี้เมื่อต้นปีที่ผ่านมามีทวิตเตอร์โดย@RendersbyIan ได้พูดคุยเกี่ยวกับสีใหม่ของ iPhone 13 อาจจะเป็นสีชมพู แต่ก็เป็นเพียงแค่ “ข่าวลือเท่านั้น” แถมยังมีอีกหลายข่าวลือในโลกออนไลน์ที่ระบุว่าอาจจะมีการเคลือบสีใหม่อย่างสีดำด้าน

ราคา iPhone 13 อาจจะใกล้เคียงกับราคา iPhone 12

จากข้อมูลข้างต้น สี iPhone 13 อาจจะมีสีที่เหมือนกับ iPhone 12 นั่นคือ สีน้ำเงินเข้ม สีเขียวมิ้นต์ สีแดง Project Red สีขาว สีดำ และล่าสุด สีม่วง และจากข่าวลืออาจมีการเพิ่มสีหรือเปลี่ยนสีใหม่ เช่น สีชมพูบับเบิ้ลกัม สีดำด้าน และสีบรอนซ์ ส่วนในเรื่องของ ราคา เราคาดว่า iPhone 13 จะมีการอัปเกรดทางเทคนิคจาก iPhone 12 เพียงเล็กน้อย เนื่องจาก iPhone 12 เป็นรุ่นแรกที่รองรับ 5G ด้วยเหตุนี้นักวิเคราะห์หลายคนจึงคาดการณ์ว่า iPhone 13 จะมีราคาที่ใกล้เคียงกับ iPhone 12 โดยรุ่นพื้นฐานจะมีราคาเริ่มต้นที่ 799 ดอลลาร์ หรือประมาณ 26,152 บาท นอกจากนี้ยังเป็นไปได้ว่า Apple อาจจะลดราคาของ iPhone 13 เช่นเดียวกับเช่น Galaxy S20 FE ของ Samsung และ Pixel 5 ของ Google

Suwanna Preebunpul

Suwanna Preebunpul

สวัสดีค่ะ ผู้อ่านที่น่ารักทุกท่าน นักเขียนออยนะคะ ไลฟ์สไตล์ส่วนตัว ชอบท่องเที่ยว ถ่ายรูป เขียนบทความแนวแนะนำสินค้า, เทคโนโลยี, สาระความรู้, แฟชั่น และGraphic Design ด้วยความที่ส่วนตัวชอบทำอะไรใหม่ ๆ อยู่เสมอ ในอนาคตข้างหน้าอาจจะมีงานเขียนแนวใหม่ ๆ ออกมา ยังไงก็ฝากติดตามผลงานด้วยนะคะ

Contact >> Instagram, Facebook, Line

สล็อตฝากถอนไม่มีขั้นต่ํา วอเลท

HILO-88.COM
HILO-88.COM